มาต่อเรื่องกราฟกันค่ะ
คุณเคยสังเกตไหมคะว่าคนที่มีรายได้ 7 หลักเขาเริ่มธุรกิจเครือข่ายกันตอนไหน..... คำตอบค่ะ แทบจะทั้งหมดก็ตอนบริษัทเปิดตัวหรือกำลังจะเปิดตัวนั่นละค่ะ และนั่นย่อมหมายความว่า ถ้าคุณต้องการรายได้มหาศาลคุณก็ต้องเริ่มก่อนที่ธุรกิจจะถึงจุดที่ 1 ในกราฟ แล้วถ้าคุณไปเริ่มช่วงที่คน 80 % คนเข้ามาละคะ หมายถึงคุณอาจจะยังมีรายได้บ้างหรือไม่ได้บ้างอยู่ที่ความสามารถและความขยัน ทั้งนี้รวมถึงเครื่องมือหรือระบบทำการตลาดที่มาช่วย ช่วงนี้มีการแข่งกันกันเองในเครือข่ายสูงมาก แต่การที่คุณจะมั่งคั่งสร้างมีรายได้ให้ได้ถึง 7 หลักจะยากมาก คุณต้องมีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าชาวบ้านมาก (อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ คุณอาจจะมีนะ) สำหรับคนที่เริ่มผ่านจุดที่ 2 ไปละ เมื่อผ่านจุดนี้ไปการทำธุรกิจสำหรับคนใหม่จะยากมากค่ะ ส่วนมากจะเข้ามาเป็นผู้บริโภค ไม่ค่อยมีรายได้กันเท่าไหร่ บางคนก็มีรายได้บ้างถ้ามีความพยายามมากกว่าแต่ก็ต้องขายๆๆๆๆๆ พูดๆๆๆๆๆๆ แต่โอกาสที่จะร่ำรวยแทบจะไม่มีเลย เคยเจอ upline ที่มีรายได้แตะแสนในธูรกิจนึงตอนทำ แต่โห เค้าทำงานหนักนะคะ หยุดไม่ได้ เค้าบอกว่าได้ แต่เค้าก็หยุดได้แค่พักร้อน ไม่เกินเดือน แล้วก้อต้องมาลุยกับลูกทีมอีก บางท่าน ลูกทีมหายหมด ก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่อีกค่ะ เฮ้อ ทุกวันนี้ก็ยังเห็นเค้าเหนื่อยอยู่เลย แต่หากว่าคุณเป็นยอดมนุษย์จริงๆ หรือคุณสามารถสวนกระแสในความซบเซาได้คุณก็จะทำสำเร็จได้ค่ะ
ก่อนอื่นสิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจคือ ทุกบริษัทเครือข่าย ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว และก็ไม่มีใครบอกว่าบริษัทตัวเองแย่หรอกค่ะ ถ้าจะชวนคนเข้าร่วม
ไฮไลท์ตอนนี้ก็คือ คุณจะต้องรู้ให้ได้นะคะว่า ธุรกิจที่คุณจะเลือกกราฟธุรกิจอยู่ในช่วงไหน ถ้าคุณอยากมีรายได้มหาศาลแบบเร็วกว่า (พยายามหาข้อนี้ให้ได้นะคะ) เพราะการเลือกผิดจุดนั่นคือโอกาสที่เหลือของคุณ บริษัทที่มีคนรายได้ 7 หลักจำนวนมากที่เขาพยายามนำเสนอ หรือบริษัทที่เปิดมายาวนานแล้วในบ้านเรา สองสิ่งนี้ก็กำลังบอกอะไรกับท่านเกี่ยวกับโอกาสร่ำรวย น่าจะพอเข้าใจแล้วนะคะ และที่สำคัญคุณต้องมองไปที่บริษัทด้วยนะคะ ว่าตัวบริษัทเองนั้นมั่นคงแค่ไหน ดูจากองค์ประกอบที่คนที่ชวนคุณบอกมานั่นแหละค่ะ เช่น อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหนเป็นต้น รวมไปถึงแผนการจ่ายเงินอันนี้ต้องดูด้วยว่ามีการเอื้อกันในการเป็น upline และ downline หรือไม่ เพราะบางที่แค่ fast start เค้าก็ปล่อยคุณทันทีหลังสมัครคุณได้ก็มี และที่สำคัญก็คือผลิตภัณฑ์ ***ถามตัวเองก่อนนะคะว่า ผลิตภัณฑ์แบบนี้ ถ้าคุณไม่มีรายได้สักบาท คุณจะซื้อใช้ ซื้อกินไหมคะ ถ้าคำตอบคือไม่ คนอื่นเขาก็คงไม่ต่างจากคุณนั่นแหละค่ะ นั่นหมายถึงว่า ธุรกิจนั้นเมื่อถึงจุดอิ่มตัว หันซ้ายขวา หน้าหลังก็มีคนทำแล้ว จะรับสมัครคนยากขึ้นหรือขายของยากขึ้น และเมื่อทำยาก ถ้าคนใหนไม่มีรายได้ เขาก็จะหยุดรักษายอด เมื่อเขาเห็นว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้จำเป็นกับชีวิต นั่นหมายถึงเครือข่ายที่จะล้มครืนแบบโดมิโน่ แล้วมันก็จะล้มจะถึงโดมิโน่ตัวสุดท้ายละค่ะ จากนั้นก็เริ่มไปนับหนึ่งกันใหม่
หลายคนเข้าใจกราฟนี้แต่เข้าใจไม่หมด**ว่ากราฟนี้มันสื่อถึงผลิตภัณฑ์ด้วย ถ้าคุณต้องการให้ธุรกิจสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน คุณต้องเข้าใจให้ชัดเจน ***ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของไม่จำเป็นกับการดำเนินชีวิต เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่น สุดท้ายเครือข่ายก็จะจบลงเมื่อถึงจุดอิ่มตัว สิ่งที่คุณทุ่มเทก็จะจบไป ทีนี้เข้าใจหรือยังคะว่า ทำไมบางเครือข่ายดังๆก็ยังล้มไป
แล้วข้อดีของการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing จะมาช่วยอะไรได้ไหม ตรงนี้ตอบว่าได้แน่นอนค่ะ เพราะเราทำการตลาดด้วยการแบรนด์ตัวเราเอง ต่างจากที่อื่นที่พากันแบรนด์บริษัทหรือแบรนด์ผู้นำ ผู้คนจะรู้จักคุณในฐานะมืออาชีพที่พวกเขาอยากร่วมทีมด้วย และคุณยังมีระบบฐานข้อมูลของคนที่ต้องการความสำเร็จที่คุณจะให้ข้อมูลอะไรกับเขาก็ได้ คุณมีความสัมพันธ์กับเขาเพราะเขารู้จักคุณในฐานะคนรู้จัก (จากระบบติดตามผลแบบอัตโนมัติ หรือ Email Marketing จำได้มั๊ยคะ) และความเป็นมืออาชีพทางด้านเครือข่าย ซึ่งถ้าธุรกิจมันแย่ที่สุดคือ เครือข่ายล้ม (หากคุณว่าเลือกดีแล้วมันยังเกิดน่ะนะคะ) แต่จากการทำการตลาดแบบดึงดูดของคุณ ถึงเครือข่ายจะล้มหายไปคุณก็ยังสามารถเอาคืนหรือสร้างสายงานได้ใหม่ในระยะเวลาอันรวดเร็วมากกับบริษัทใหม่ๆที่คุณเลือกนั่นเอง เพราะคุณจะมีคนติดสอยห้อยตามคนที่เขามั่นใจด้วยเสมอ อย่างที่เขามั่นใจในตัวคุณนั่นเองค่ะ
แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดหากคุณมีระบบที่ยอดเยี่ยมแล้ว คุณก็ควรเลือกบริษัทที่ยอดเยี่ยม ที่มีทั้งโอกาสที่มั่งคั่ง แผนการตลาดดีเยี่ยม และผลิตภัณฑ์ที่หากคุณถามตัวเองว่า ถ้าคุณไม่มีรายได้สักบาทกับบริษัทนี้ คุณจะยังซื้อกินซื้อใช้ไหม และพิจารณาจากความมั่นคงของบริษัทเช่นกัน
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
ทำความเข้าใจก่อนเสียเงินลงมือทำธุรกิจเครือข่าย ออนไลน์ต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกทำ และเตรียมพร้อมรับมือกับความสำเจ ไม่ใช้ล้มเหลว
วันเสาร์
บทที่ 14 MLM School การคัดเลือกเครือข่ายมาทำงานอย่างไรให้มั่งคั่ง
มาถึงบทที่ 14 แล้วนะคะ ทีนี้หลายคนคงเริ่มเข้าใจการตลาดแบบดึงดูดกันพอสมควรแล้วนะคะ คราวนี้มาดูวิธีในการเลือกเครือข่ายอย่างไรให้ร่ำรวยกันบ้าง สำคัญนะคะเนี่ย เพราะอย่างแย่ที่สุดก้อคือเลือกเครือข่ายยังไงให้ทำแล้วสำเร็จได้บ้าง อ่ะนะไม่ใช่มีแต่เจ๊งกับเจ๊งเหมือนที่เคยเป็นกัน ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยล้มเหลวมาก่อน ไม่ได้ตังค์ จริงๆก้อได้นะคะ แต่บริหารไม่เป็น ประกอบกับการผลีผลามออกจากงานเลยล้มเหลวช่วงนั้น จนตอนนี้ดิฉันเองเพิ่งมาได้เรียนรู้อย่างมากมายจากคนที่ตั้งใจสอน และให้จริงๆ ดิฉันเลยมาหูตาสว่างและคลิ๊กอะไรบางอย่างเมื่อต้นปี 52 นี่เองค่ะ (Upline ที่แสนดีของดิฉันบอกว่า คนที่ประสพความสำเร็จกับเครือข่ายต้องหมายถึงคนที่มีรายได้อย่างน้อย 5 แสนบาทต่อเดือนขึ้นไปค่ะ!!)
วันนี้เรามาดูกันค่ะ ว่าถ้าจะเลือกธุรกิจเครือข่ายเราต้องมองที่อะไรก่อนอะไรหลัง บางคนทำเครือข่ายมาเป็นสิบๆปีก็ยังเลือกเครือข่ายไม่เป็น แล้วก็ยังล้มเหลวอยู่นั่นละทำไม่สำเร็จสักที หรือบางคนทำได้สำเร็จระดับสูงมาก สุดท้ายก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ในไม่กี่ปีเพราะบริษัทและสายงานล้มไป โดยที่ก็ยังไม่เข้าใจการเลือกเครือข่ายอยู่ดี ทำให้ต้องเริ่มต้นทำงานหนักใหม่อีกเรื่อยๆ จากการเลือกเครือข่ายไม่เป็นนั่นเอง นั่นหมายความว่า หากคุณเลือกเครือข่ายไม่เป็นคุณก็อาจจะหมุนวนมาเริ่มนับหนึ่งอยู่เรื่อยๆ จนไม่ได้เกษียณอย่างที่เค้าคุยไว้เสียที หรือท่านอาจจะล้มเหลวตลอดไป!!! (อันนี้น่ากลัวค่ะ ขอบอก)
1. เลือกที่วิธีทำธุรกิจ และวิธีทำการตลาดก่อนเลยค่ะ
2. เมื่อเห็นวิธีทำธุรกิจแล้ว ถ้าอยากมั่งคั่งต้องมองโอกาสเติบโตโดยต้องดูไปที่
-แผนการตลาดเอื้อแค่ไหน
-มองที่ผลิตภัณฑ์ว่าเป็นอย่างไร
-มองที่ความมั่นคงของตัวบริษัทค่ะ
มาขยายความกันค่ะ
ข้อที่ 1 เลือกที่วิธีทำธุรกิจหรือวิธีทำการตลาด ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายคนที่ทำเครือข่ายติดหลุมพรางการล่อหลอกจากการที่เค้านำคนที่มีรายได้จำนวนมหาศาล มายืนเรียงกัน ใช้บรรยากาศของห้องกระตุ้นเร้า ใช้การชักแม่น้ำทั้ง5 ทำให้คล้อยตามและจิตนาการที่ฝันเฟื่องไปกันใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อออกจากห้องประชุมก็ถูกเร่งเร้าให้รีบตัดสินใจสมัครและเริ่มสต๊อกสินค้า แล้วเผลอก็ถูกลอยแพทันที ไม่มีคนสอนงาน ไม่มีคนพาทำงาน สินค้าก็ขายไม่ได้ แนะนำใครก็ไม่สนใจ บางทีพาทำงานบ้างแต่ก็เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เช่น เค้าบอกให้คุณลิสต์รายชื่อคน 100 คนเพื่อโทรไปแนะนำสินค้า หรือไปแนะนำธุรกิจ พร้อมกับคำขู่ว่า “ถ้าไม่รีบโทรหาคนรู้จัก อาจจะมีคนรู้จักไปทำกับคนอื่น หรือซึ้อสินค้ากับคนอื่นนะ” แล้วคุณเองล่ะ ชอบมั๊ยเวลาเพื่อนฝูงที่ไม่เคยโทรติดต่อกันมานาน โทรมาคุยเรื่องขายของกับคุณ เค้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันค่ะ และคุณเองจะทนการถูกปฏิเสธได้มากหรือนานแค่ใหนก่อนหมดไฟและเลิกทำ
ดังนั้นการเลือกวิธีทำการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด สิ่งที่คุณต้องดูก่อนเป็นอย่างแรกเครือข่ายที่คุณจะทำเป็นเครือข่าย เซลล์แมนหรือเครือข่ายผู้บริโภค
เครือข่ายเซลล์แมนก็คือ เครือข่ายที่ต้องมีการขายสินค้าเป็นหลักและใช้การขยายธุรกิจออกไป ข้อดีก็คืออาจจะมีรายได้จากการขายของ ข้อเสียคือ การจะได้รายได้ตามกฎเกณฑ์ของบริษัทต้องมียอดที่สูงมาก นั่นหมายความว่าคุณต้องขายมากนั่นเอง (มาถึงตรงนี้ คุณต้องถามและตอบตัวเองก่อนว่าชอบขายของหรือไม่นะคะ)
แต่สำหรับเครือข่ายผู้บริโภค จะเน้นการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องขายของ ข้อดีก็คือถ้าต้องการรายได้ตามเกณฑ์การรักษายอดจะไม่สูงมาก และถ้าสินค้าเป็นที่ต้องการอยู่แล้วก็อาจจะนำไปขายได้อีกเหมือนกัน ถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบเครือข่ายประเภทไหน
หลังจากนั้นเมื่อเข้าใจประเภทเครือข่ายแล้ว ดูต่อไปว่า คนที่มาแนะนำคุณเขาทำการตลาดอย่างไร ไม่ต้องสนใจสิ่งสวยหรูที่เขามาแนะนำ แม่น้ำทั้ง 5 สายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากเขาก็เหมือนกัน คุณต้องการทำแบบเขาคนนั้นไหม เพราะถ้าคุณมัวแต่หลงกับแผนการจ่ายรายได้ จ่ายเงินเยอะที่สุดในจักรวาล แจกโน่นแจกนี่มากที่สุด มีคนรับรายได้หลักล้านมากที่สุด บริษัทยิ่งใหญ่ที่สุด ผลิตภัณฑ์ขายตัวเองได้ แต่ถ้าคุณสมัครใครร่วมเครือข่ายไม่ได้เลย มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมคะ หรือถ้าหากคุณขายของไม่ออกสักชิ้น และต้องกินเองใช้เองจนหมด คุณจะไม่เจ๊งหรือคะ เพราะถ้าคุณไม่ชอบวิธีทำการตลาดแบบนั้น สุดท้ายคุณก็จะแพ้ความอยากสบายของตัวเอง ไม่เอาแล้ววันนี้ขอนอนดีกว่า ดูทีวีดีกว่า ทำนู่น นี่ นั่นก่อนดีกว่า เพราะคุณกำลังทำการตลาดแบบฝืนธรรมชาติของตัวเอง อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้างัยคะ
และข้อ 2 เมื่อเข้าใจวิธีทำการตลาดแล้วขอย้ำนะคะ ว่าคุณต้องเข้าใจวิธีทำการตลาดก่อนว่าเราต้องการทำแบบนั้นจริงๆเท่านั้นในการทำการตลาดแบบนี้ หลังจากนั้นต้องเข้าใจ กราฟช่วงชีวิตของธุรกิจเครือข่าย ตามรูปที่เห็น ถ้าคุณไม่เข้าใจกราฟนี้อย่าคิดทำเครือข่ายเด็ดขาด ข่าวร้ายสำหรับบ้านเราก็คือ 99.99% ของนักธุรกิจเครือข่ายไม่เข้าใจกราฟนี้หรือเข้าใจก็เข้าใจไม่หมด วันนี้จะขออธิบายให้ฟัง คุณล้างความเข้าใจเก่าของคุณทิ้งไปก่อนนะคะ
มาถึงตรงนี้ ทราบมั๊ยคะ ว่าดิฉันกำลังกำลังจะสื่ออะไร ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วล่ะค่ะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การมองหาธุรกิจดี การทำงานแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing เพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
วันนี้เรามาดูกันค่ะ ว่าถ้าจะเลือกธุรกิจเครือข่ายเราต้องมองที่อะไรก่อนอะไรหลัง บางคนทำเครือข่ายมาเป็นสิบๆปีก็ยังเลือกเครือข่ายไม่เป็น แล้วก็ยังล้มเหลวอยู่นั่นละทำไม่สำเร็จสักที หรือบางคนทำได้สำเร็จระดับสูงมาก สุดท้ายก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ในไม่กี่ปีเพราะบริษัทและสายงานล้มไป โดยที่ก็ยังไม่เข้าใจการเลือกเครือข่ายอยู่ดี ทำให้ต้องเริ่มต้นทำงานหนักใหม่อีกเรื่อยๆ จากการเลือกเครือข่ายไม่เป็นนั่นเอง นั่นหมายความว่า หากคุณเลือกเครือข่ายไม่เป็นคุณก็อาจจะหมุนวนมาเริ่มนับหนึ่งอยู่เรื่อยๆ จนไม่ได้เกษียณอย่างที่เค้าคุยไว้เสียที หรือท่านอาจจะล้มเหลวตลอดไป!!! (อันนี้น่ากลัวค่ะ ขอบอก)
1. เลือกที่วิธีทำธุรกิจ และวิธีทำการตลาดก่อนเลยค่ะ
2. เมื่อเห็นวิธีทำธุรกิจแล้ว ถ้าอยากมั่งคั่งต้องมองโอกาสเติบโตโดยต้องดูไปที่
-แผนการตลาดเอื้อแค่ไหน
-มองที่ผลิตภัณฑ์ว่าเป็นอย่างไร
-มองที่ความมั่นคงของตัวบริษัทค่ะ
มาขยายความกันค่ะ
ข้อที่ 1 เลือกที่วิธีทำธุรกิจหรือวิธีทำการตลาด ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายคนที่ทำเครือข่ายติดหลุมพรางการล่อหลอกจากการที่เค้านำคนที่มีรายได้จำนวนมหาศาล มายืนเรียงกัน ใช้บรรยากาศของห้องกระตุ้นเร้า ใช้การชักแม่น้ำทั้ง5 ทำให้คล้อยตามและจิตนาการที่ฝันเฟื่องไปกันใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อออกจากห้องประชุมก็ถูกเร่งเร้าให้รีบตัดสินใจสมัครและเริ่มสต๊อกสินค้า แล้วเผลอก็ถูกลอยแพทันที ไม่มีคนสอนงาน ไม่มีคนพาทำงาน สินค้าก็ขายไม่ได้ แนะนำใครก็ไม่สนใจ บางทีพาทำงานบ้างแต่ก็เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เช่น เค้าบอกให้คุณลิสต์รายชื่อคน 100 คนเพื่อโทรไปแนะนำสินค้า หรือไปแนะนำธุรกิจ พร้อมกับคำขู่ว่า “ถ้าไม่รีบโทรหาคนรู้จัก อาจจะมีคนรู้จักไปทำกับคนอื่น หรือซึ้อสินค้ากับคนอื่นนะ” แล้วคุณเองล่ะ ชอบมั๊ยเวลาเพื่อนฝูงที่ไม่เคยโทรติดต่อกันมานาน โทรมาคุยเรื่องขายของกับคุณ เค้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันค่ะ และคุณเองจะทนการถูกปฏิเสธได้มากหรือนานแค่ใหนก่อนหมดไฟและเลิกทำ
ดังนั้นการเลือกวิธีทำการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด สิ่งที่คุณต้องดูก่อนเป็นอย่างแรกเครือข่ายที่คุณจะทำเป็นเครือข่าย เซลล์แมนหรือเครือข่ายผู้บริโภค
เครือข่ายเซลล์แมนก็คือ เครือข่ายที่ต้องมีการขายสินค้าเป็นหลักและใช้การขยายธุรกิจออกไป ข้อดีก็คืออาจจะมีรายได้จากการขายของ ข้อเสียคือ การจะได้รายได้ตามกฎเกณฑ์ของบริษัทต้องมียอดที่สูงมาก นั่นหมายความว่าคุณต้องขายมากนั่นเอง (มาถึงตรงนี้ คุณต้องถามและตอบตัวเองก่อนว่าชอบขายของหรือไม่นะคะ)
แต่สำหรับเครือข่ายผู้บริโภค จะเน้นการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องขายของ ข้อดีก็คือถ้าต้องการรายได้ตามเกณฑ์การรักษายอดจะไม่สูงมาก และถ้าสินค้าเป็นที่ต้องการอยู่แล้วก็อาจจะนำไปขายได้อีกเหมือนกัน ถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบเครือข่ายประเภทไหน
หลังจากนั้นเมื่อเข้าใจประเภทเครือข่ายแล้ว ดูต่อไปว่า คนที่มาแนะนำคุณเขาทำการตลาดอย่างไร ไม่ต้องสนใจสิ่งสวยหรูที่เขามาแนะนำ แม่น้ำทั้ง 5 สายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากเขาก็เหมือนกัน คุณต้องการทำแบบเขาคนนั้นไหม เพราะถ้าคุณมัวแต่หลงกับแผนการจ่ายรายได้ จ่ายเงินเยอะที่สุดในจักรวาล แจกโน่นแจกนี่มากที่สุด มีคนรับรายได้หลักล้านมากที่สุด บริษัทยิ่งใหญ่ที่สุด ผลิตภัณฑ์ขายตัวเองได้ แต่ถ้าคุณสมัครใครร่วมเครือข่ายไม่ได้เลย มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมคะ หรือถ้าหากคุณขายของไม่ออกสักชิ้น และต้องกินเองใช้เองจนหมด คุณจะไม่เจ๊งหรือคะ เพราะถ้าคุณไม่ชอบวิธีทำการตลาดแบบนั้น สุดท้ายคุณก็จะแพ้ความอยากสบายของตัวเอง ไม่เอาแล้ววันนี้ขอนอนดีกว่า ดูทีวีดีกว่า ทำนู่น นี่ นั่นก่อนดีกว่า เพราะคุณกำลังทำการตลาดแบบฝืนธรรมชาติของตัวเอง อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้างัยคะ
และข้อ 2 เมื่อเข้าใจวิธีทำการตลาดแล้วขอย้ำนะคะ ว่าคุณต้องเข้าใจวิธีทำการตลาดก่อนว่าเราต้องการทำแบบนั้นจริงๆเท่านั้นในการทำการตลาดแบบนี้ หลังจากนั้นต้องเข้าใจ กราฟช่วงชีวิตของธุรกิจเครือข่าย ตามรูปที่เห็น ถ้าคุณไม่เข้าใจกราฟนี้อย่าคิดทำเครือข่ายเด็ดขาด ข่าวร้ายสำหรับบ้านเราก็คือ 99.99% ของนักธุรกิจเครือข่ายไม่เข้าใจกราฟนี้หรือเข้าใจก็เข้าใจไม่หมด วันนี้จะขออธิบายให้ฟัง คุณล้างความเข้าใจเก่าของคุณทิ้งไปก่อนนะคะ
-กราฟบอกอะไรเราบ้าง อย่างนี้นะคะ ในตอนที่ธุรกิจเริ่ม จะมีคนเข้าร่วมยังน้อยคนอยู่ ดังนั้นการเติบโตยังไม่ดีเท่าที่ควร ต้องใช้เวลาในการวอร์มตัวและสร้างผู้นำในธุรกิจเครือข่าย แต่เมื่อผ่านจุดที่ 1 ปรากฎว่ามีคนจำนวนมากเข้ามาร่วมและคนก็หลั่งไหลกันเข้ามาเรื่อยๆ 80% ของคนที่ทำธุรกิจจะเข้าร่วมช่วงนี้ เมื่อผ่านจุดที่ 2 ธุรกิจจะเริ่มเป็นที่รู้จักซึ่งไม่ว่าคุณจะหันซ้ายหันขวา หรือหน้าหลังก็เจอคนที่เขาทำหมดแล้วหรือว่ารู้จักหมดแล้ว และช่วงนี้จะเป็นการรักษาระดับของธุรกิจค่ะ
มาถึงตรงนี้ ทราบมั๊ยคะ ว่าดิฉันกำลังกำลังจะสื่ออะไร ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วล่ะค่ะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การมองหาธุรกิจดี การทำงานแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing เพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
ป้ายกำกับ:
ธุรกิจ,
ธุรกิจขายตรง,
ธุรกิจ MLM,
พ่อรวย สอนลูก,
agel,
amway,
Attraction Marketing
วันศุกร์
บทที่ 13 นิทานสนุกๆกับการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing สิ่งที่ Upline ก็ยังไม่รู้ ภาค 2 (ตอนจบ)
มาต่อกันกับนางสาวหวังรวยค่ะ
และแล้ว เมื่อได้เริ่มเรียนรู้งานจากนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย กลับประหลาดใจเมื่อได้พบว่านายเก่งกาจก็ไม่ได้สอนอะไรพิเศษมากไปกว่า ที่คนแนะนำท่านเดิมแนะนำ!! สิ่งที่นางสาวหวังรวย ได้พบมากขึ้นก็คือ หลายครั้งเมื่อขอความช่วยเหลืออะไรก็ตาม นายเก่งกาจ ก็จะไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือสักท่าไหร่ "หรือเพราะเขามีตำแหน่งใหญ่โต เลยติดธุระค่อนข้างบ่อย งานคงยุ่งมาก" นางสาวหวังรวย พูดกับตัวเอง และตัดสินใจไปหาที่บ้านอันหรูหราของนายเก่งกาจ แล้วก็เลยยิ่งแปลกใจไปใหญ่ “โอ้ว นายเก่งกาจ กำลังไดรฟกอล์ฟ สบายใจเฉิบ มีเพื่อนดูมีสตางค์ และเคยเห็นในองค์กรณ์ นั่งจิบไวน์พูดคุยอย่างมีความสุข” นางสาวหวังรวย ตัดสินใจเดินเข้าไปทัก และพยายามคุยปัญหาที่เธอเจออยู่ และมีคนสนใจธุรกิจที่เธอต้องการให้นายเก่งกาจ ช่วยเหลือเธอด่วน ไม่งั้นเดือนนี้เธอจะไม่มีเงินรักษายอดและรายได้ไม่เกิดแน่ๆ นายเก่งกาจกลับบอกว่า ให้เธอกลับไปก่อนแล้วกัน และเดี๋ยวจะติดต่อกลับไป เธอกลับออกมาจากบ้านนายเก่งกาจ และเริ่มรู้สึกเสียใจนิดๆ หลังจากนั้นนายเก่งกาจก็ไม่ติดต่อหาเธอตามที่บอกเสียด้วย
เมื่อถึงช่วงงานเปิดโอกาสทางธุรกิจ นางสาวหวังรวยได้ชวนคนเข้าในงานประชุมได้ 3 ท่านทั้งที่แสนจะลำบากในการชวนเพราะชวนมาเป็น 20 กว่าคนแต่มาแค่ 3 คน (ชวนเก่งนะเนี่ย) แต่เธอก็ดีใจที่มีคนมาได้ ทั้ง 3 คน มี 2 คนเป็นนักศึกษาที่อยากหารายได้เพิ่ม และอีกคนเป็นพนักงานประจำที่อยากออกจากงานเพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง (คุ้นๆกันไหมคะ?) หลังจากได้ฟังงานประชุมจนจบ ทุกคนต่างก็ทยอยกันกลับ ส่วน 3 คนที่ร่วมประชุมไม่มีใครสมัครกับเธอเลย นักศึกษาทั้ง 2 คนบอกว่าไม่มีเงินค่าสมัคร ส่วนอีกคนบอกว่ายังไม่พร้อมตอนนี้หลังจากนั้น 1 เดือนผ่านไป นายเก่งกาจได้จัดงานเลี้ยงยินดีให้กับสมาชิกในทีมที่ได้ขึ้นตำแหน่งใหม่ๆ โดยได้เชิญคนที่เป็นต้นๆสายของธุรกิจของเขาเข้ามาในงานเลี้ยง รวมไปถึงทีมงานติดตัวของเขาเองเข้ามาในงานด้วย นางสาวหวังรวยก็ได้รับเชิญ และเธอก็แปลกใจมาก เพราะได้พบว่าคนที่เธอเคยชวนเข้าอบรมที่โรงแรมหนก่อนนั้นก็มาด้วย และได้ถามคนที่เป็นไซด์ไลน์ที่มางานด้วยกัน เขาบอกว่า "อ้อเป็นทีมงานใหม่ของพี่เก่งกาจเขา"....
**เฮ้อ นี่เป็นแค่เรื่องสมมติ ไม่เกี่ยวกับ บุคคล สถานที่หรือ อะไรก็ตามนะคะนิทานเรื่องนี้บอกอะไรกับเราบ้างล่ะ
- คนที่มีรายได้มหาศาลกับเครือข่าย เขาอยู่ในการตลาดดึงดูด ...โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ก็ตาม และที่ใครๆ ก็อยากเข้าร่วมเพราะมั่นใจว่าเขาจะพาสำเร็จแน่ๆ (อ้าว นางสาวหวังรวยล่ะ?)
- ข่าวไม่สู้จะดีคือ คนที่เขามีรายได้มหาศาลเหล่านั้นแทบทุกคนไม่มีระบบที่เอื้อให้ทุกคนสำเร็จ (ไม่งั้นนางสาวหวังรวยคงไม่ต้องเข้าไปถามถึงบ้านใช่ไหมคะ)- ข่าวร้ายคือ คนเหล่านั้นเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าเขาอยู่ในการตลาดดึงดูดที่ใครๆก็อยากเข้าร่วมกับเขา (เน้นค่ะ เน้น)
- ข่าวร้ายกว่า คนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะสอนทีมงานให้เข้าใจการตลาดดึงดูดและเป็นแบบเขาได้ (ก้อบอกแล้ว หนูไม่รู้...)
- ข่าวร้ายยิ่งกว่า ธรรมชาติของคน ยิ่งร่ำรวยขึ้น คนจะยิ่งเหนื่อยง่ายขึ้น ทำงานหนักได้น้อยลง ความพยายามลดลง (ไดรฟกอล์ฟ จบไวน์ดีกว่า)
- ข่าวร้ายที่สุด เขาจะสอนให้คุณทำสิ่งที่เขาอยากให้คุณทำและเขาไม่เคยทำ และผลักไสให้พยายามในสิ่งที่คุณไม่ชอบมากที่สุด (เค้าเคยไปยืนแจกใบปลิวกับคุณมั๊ยเล่า ที่คุณคิดว่าเค้ายุ่งน่ะ)
และ สุดท้าย...
- จงอย่าแค่มองธุรกิจเครือข่ายใดๆ แค่เพราะหลงในบางอย่างที่สวยงาม ไม่ว่าจะได้ยินว่า มีแผนง่ายที่สุดในโลก จ่ายมากที่สุดในจักรวาล บริษัทสุดยอดเบอร์หนึ่ง แจกโน่นแจกนี่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ลองนับดูนะคะ ว่ากี่คนที่ได้จากจำนวนผู้ที่ทำธุรกิจเท่าไหร่ เช่น สิบจากหลายหมื่น เท่ากับคุณต้องสร้างเท่าไหร่?) หรือ มีคนมีรายได้มหาศาลมากที่สุดในโลก ถามตัวเองก่อน คนมาแนะนำเขาทำการตลาดอย่างไร เราอยากทำอย่างนั้นไหม ถ้าอยากทำงานแบบนั้น ก็เยี่ยมเลยค่ะ คุณกำลังพบทางสว่าง แต่ถ้าไม่ ให้รีบถอยออกมา เพราะถ้าคุณเข้าไปคุณก็จะเจอการทำตลาดที่ฝืนความรู้สึกตัวเองทันที สุดท้ายก็จะล้มเหลว เพราะคุณจะพยายามหาข้ออ้างที่จะไม่ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เช่น อันนี้ตัวเองนะคะ ไม่เอาล่ะ ไม่อยากไปแจกใบปลิว เขิน ไม่อยากไปคนเดียว เป็นต้น
ดังนั้น ดิฉันก็ยังขอย้ำกับคุณๆอยู่นั่นเองว่า การตลาดดึงดูดก็คือการตลาดรูปแบบเดียวกันกับคนที่เขามีรายได้มหาศาลเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ แต่เขาไม่รู้ตัวเอง และนั่นหมายถึงคุณเองที่ได้อ่าน blog นี้มาโดยตลอด กำลังได้รู้วิธีการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมกับธุรกิจกับคุณเหมือนกับคนที่เขามีรายได้มหาศาล เพราะเหตุผลที่คนอยากร่วมเครือข่ายกับคุณ ก็ต้องเพราะว่าเค้ามั่นใจว่าคุณจะพาให้เขาพบความสำเร็จแน่ๆ แล้วทำไมคนที่ทำการตลาดแบบนี้จะไม่สำเร็จล่ะคะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การตลาดแบบ Attraction Marketing ทางออนไลน์แบบฟรีๆ ไม่ต้องไปอบรมตามโรงแรมอย่างนางสาวหวังรวย แจ้งชื่อ อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ของคุณมาได้ที่ ohmandy1@gmail.com นะคะและหากต้องการทราบวิธี การทำเครือข่ายแบบถูกต้อง สามารถเข้ามากรอกข้อมูลซึ่งเราก็จะส่งให้คุณฟรีเช่นกัน ที่ http://stop-failure-mlm.com ค่ะ สามารถติดตาม blog ได้อีกที่ http://kusumamlmexpert.com ด้วยค่ะ
และแล้ว เมื่อได้เริ่มเรียนรู้งานจากนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย กลับประหลาดใจเมื่อได้พบว่านายเก่งกาจก็ไม่ได้สอนอะไรพิเศษมากไปกว่า ที่คนแนะนำท่านเดิมแนะนำ!! สิ่งที่นางสาวหวังรวย ได้พบมากขึ้นก็คือ หลายครั้งเมื่อขอความช่วยเหลืออะไรก็ตาม นายเก่งกาจ ก็จะไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือสักท่าไหร่ "หรือเพราะเขามีตำแหน่งใหญ่โต เลยติดธุระค่อนข้างบ่อย งานคงยุ่งมาก" นางสาวหวังรวย พูดกับตัวเอง และตัดสินใจไปหาที่บ้านอันหรูหราของนายเก่งกาจ แล้วก็เลยยิ่งแปลกใจไปใหญ่ “โอ้ว นายเก่งกาจ กำลังไดรฟกอล์ฟ สบายใจเฉิบ มีเพื่อนดูมีสตางค์ และเคยเห็นในองค์กรณ์ นั่งจิบไวน์พูดคุยอย่างมีความสุข” นางสาวหวังรวย ตัดสินใจเดินเข้าไปทัก และพยายามคุยปัญหาที่เธอเจออยู่ และมีคนสนใจธุรกิจที่เธอต้องการให้นายเก่งกาจ ช่วยเหลือเธอด่วน ไม่งั้นเดือนนี้เธอจะไม่มีเงินรักษายอดและรายได้ไม่เกิดแน่ๆ นายเก่งกาจกลับบอกว่า ให้เธอกลับไปก่อนแล้วกัน และเดี๋ยวจะติดต่อกลับไป เธอกลับออกมาจากบ้านนายเก่งกาจ และเริ่มรู้สึกเสียใจนิดๆ หลังจากนั้นนายเก่งกาจก็ไม่ติดต่อหาเธอตามที่บอกเสียด้วย
เมื่อถึงช่วงงานเปิดโอกาสทางธุรกิจ นางสาวหวังรวยได้ชวนคนเข้าในงานประชุมได้ 3 ท่านทั้งที่แสนจะลำบากในการชวนเพราะชวนมาเป็น 20 กว่าคนแต่มาแค่ 3 คน (ชวนเก่งนะเนี่ย) แต่เธอก็ดีใจที่มีคนมาได้ ทั้ง 3 คน มี 2 คนเป็นนักศึกษาที่อยากหารายได้เพิ่ม และอีกคนเป็นพนักงานประจำที่อยากออกจากงานเพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง (คุ้นๆกันไหมคะ?) หลังจากได้ฟังงานประชุมจนจบ ทุกคนต่างก็ทยอยกันกลับ ส่วน 3 คนที่ร่วมประชุมไม่มีใครสมัครกับเธอเลย นักศึกษาทั้ง 2 คนบอกว่าไม่มีเงินค่าสมัคร ส่วนอีกคนบอกว่ายังไม่พร้อมตอนนี้หลังจากนั้น 1 เดือนผ่านไป นายเก่งกาจได้จัดงานเลี้ยงยินดีให้กับสมาชิกในทีมที่ได้ขึ้นตำแหน่งใหม่ๆ โดยได้เชิญคนที่เป็นต้นๆสายของธุรกิจของเขาเข้ามาในงานเลี้ยง รวมไปถึงทีมงานติดตัวของเขาเองเข้ามาในงานด้วย นางสาวหวังรวยก็ได้รับเชิญ และเธอก็แปลกใจมาก เพราะได้พบว่าคนที่เธอเคยชวนเข้าอบรมที่โรงแรมหนก่อนนั้นก็มาด้วย และได้ถามคนที่เป็นไซด์ไลน์ที่มางานด้วยกัน เขาบอกว่า "อ้อเป็นทีมงานใหม่ของพี่เก่งกาจเขา"....
**เฮ้อ นี่เป็นแค่เรื่องสมมติ ไม่เกี่ยวกับ บุคคล สถานที่หรือ อะไรก็ตามนะคะนิทานเรื่องนี้บอกอะไรกับเราบ้างล่ะ
- คนที่มีรายได้มหาศาลกับเครือข่าย เขาอยู่ในการตลาดดึงดูด ...โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ก็ตาม และที่ใครๆ ก็อยากเข้าร่วมเพราะมั่นใจว่าเขาจะพาสำเร็จแน่ๆ (อ้าว นางสาวหวังรวยล่ะ?)
- ข่าวไม่สู้จะดีคือ คนที่เขามีรายได้มหาศาลเหล่านั้นแทบทุกคนไม่มีระบบที่เอื้อให้ทุกคนสำเร็จ (ไม่งั้นนางสาวหวังรวยคงไม่ต้องเข้าไปถามถึงบ้านใช่ไหมคะ)- ข่าวร้ายคือ คนเหล่านั้นเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าเขาอยู่ในการตลาดดึงดูดที่ใครๆก็อยากเข้าร่วมกับเขา (เน้นค่ะ เน้น)
- ข่าวร้ายกว่า คนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะสอนทีมงานให้เข้าใจการตลาดดึงดูดและเป็นแบบเขาได้ (ก้อบอกแล้ว หนูไม่รู้...)
- ข่าวร้ายยิ่งกว่า ธรรมชาติของคน ยิ่งร่ำรวยขึ้น คนจะยิ่งเหนื่อยง่ายขึ้น ทำงานหนักได้น้อยลง ความพยายามลดลง (ไดรฟกอล์ฟ จบไวน์ดีกว่า)
- ข่าวร้ายที่สุด เขาจะสอนให้คุณทำสิ่งที่เขาอยากให้คุณทำและเขาไม่เคยทำ และผลักไสให้พยายามในสิ่งที่คุณไม่ชอบมากที่สุด (เค้าเคยไปยืนแจกใบปลิวกับคุณมั๊ยเล่า ที่คุณคิดว่าเค้ายุ่งน่ะ)
และ สุดท้าย...
- จงอย่าแค่มองธุรกิจเครือข่ายใดๆ แค่เพราะหลงในบางอย่างที่สวยงาม ไม่ว่าจะได้ยินว่า มีแผนง่ายที่สุดในโลก จ่ายมากที่สุดในจักรวาล บริษัทสุดยอดเบอร์หนึ่ง แจกโน่นแจกนี่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ลองนับดูนะคะ ว่ากี่คนที่ได้จากจำนวนผู้ที่ทำธุรกิจเท่าไหร่ เช่น สิบจากหลายหมื่น เท่ากับคุณต้องสร้างเท่าไหร่?) หรือ มีคนมีรายได้มหาศาลมากที่สุดในโลก ถามตัวเองก่อน คนมาแนะนำเขาทำการตลาดอย่างไร เราอยากทำอย่างนั้นไหม ถ้าอยากทำงานแบบนั้น ก็เยี่ยมเลยค่ะ คุณกำลังพบทางสว่าง แต่ถ้าไม่ ให้รีบถอยออกมา เพราะถ้าคุณเข้าไปคุณก็จะเจอการทำตลาดที่ฝืนความรู้สึกตัวเองทันที สุดท้ายก็จะล้มเหลว เพราะคุณจะพยายามหาข้ออ้างที่จะไม่ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เช่น อันนี้ตัวเองนะคะ ไม่เอาล่ะ ไม่อยากไปแจกใบปลิว เขิน ไม่อยากไปคนเดียว เป็นต้น
ดังนั้น ดิฉันก็ยังขอย้ำกับคุณๆอยู่นั่นเองว่า การตลาดดึงดูดก็คือการตลาดรูปแบบเดียวกันกับคนที่เขามีรายได้มหาศาลเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ แต่เขาไม่รู้ตัวเอง และนั่นหมายถึงคุณเองที่ได้อ่าน blog นี้มาโดยตลอด กำลังได้รู้วิธีการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมกับธุรกิจกับคุณเหมือนกับคนที่เขามีรายได้มหาศาล เพราะเหตุผลที่คนอยากร่วมเครือข่ายกับคุณ ก็ต้องเพราะว่าเค้ามั่นใจว่าคุณจะพาให้เขาพบความสำเร็จแน่ๆ แล้วทำไมคนที่ทำการตลาดแบบนี้จะไม่สำเร็จล่ะคะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การตลาดแบบ Attraction Marketing ทางออนไลน์แบบฟรีๆ ไม่ต้องไปอบรมตามโรงแรมอย่างนางสาวหวังรวย แจ้งชื่อ อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ของคุณมาได้ที่ ohmandy1@gmail.com นะคะและหากต้องการทราบวิธี การทำเครือข่ายแบบถูกต้อง สามารถเข้ามากรอกข้อมูลซึ่งเราก็จะส่งให้คุณฟรีเช่นกัน ที่ http://stop-failure-mlm.com ค่ะ สามารถติดตาม blog ได้อีกที่ http://kusumamlmexpert.com ด้วยค่ะ
ป้ายกำกับ:
ธุรกิจขายตรง,
ปูแดง,
ยูซาน่า,
ยูนิซิตี้,
agel,
amway,
Attraction Marketing,
giffarine,
unicity
วันพฤหัสบดี
บทที่ 12 นิทานสนุกๆกับการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing สิ่งที่ Upline ก็ยังไม่รู้ ภาค 1
คุณๆที่เข้ามาเริ่มและเรียนรู้การทำงานเครือข่าย เคยสงสัยมั๊ยคะ ว่าคนที่มีรายได้มหาศาลในงานเครือข่ายที่เราทำอยู่ ทำไมเค้าถึงรับสมัครคนเข้ามาร่วมธุรกิจได้ง่ายนัก ทั้งๆเราเองพยายามมากมาย ดูจะมากกว่าเค้าด้วยซ้ำ ทั้งแจกใบปลิว เดินทำแบบสอบถาม พูดคุยกับคนไม่รู้จัก สารพัด แต่...ก็ยังไม่เห็นจะได้ผลลัพท์แบบเค้าเลย??
มีนิทานสนุกๆให้ฟังค่ะ เรื่องที่ผู้นำเค้าไม่เล่ากันนะคะ อ่านดูจะรู้ว่าทำไมเค้าไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
นายเก่งกาจแล้วกันนะคะ ได้เริ่มทำธุรกิจเครือข่ายหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่แรกที่ธุรกิจนั้นเข้ามาในประเทศเลย และเมื่อเวลาผ่านไปไปหลายปี จากองค์กรณ์เครือข่ายเล็กๆของเค้า ได้กลายเป็นองค์กรณ์ใหญ่โต และนายเก่งกาจ กลายเป็นคนที่มีรายได้มหาศาล 7-8 หลักทุกเดือน และเนื่องจากได้ผลลัพธ์กับองค์กรที่ใหญ่โตขึ้น นายเก่งกาจ จึงได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ ในงานประชุมของบริษัทที่จัดตามโรงแรมต่างๆบ่อยๆ (คุ้นๆแบบที่คุณเคยเข้าไปฟังมั๊ยคะ?) และในฐานะผู้ที่สำเร็จกับเครือข่ายและมีรายได้มหาศาล ทุกคนต่างก็ชื่นชมในความสามารถ ชื่อของนายเก่งกาจจึง เป็นที่กล่าวขาน ทั้งในห้องประชุมและทางช่าวสารต่างๆ รวมไปถึงอินเตอร์เนท เป็นคนที่หลายๆคนทั้งในและนอกองค์กรณ์อยากเป็นอย่างเค้าให้ได้วันนั้นให้ห้องประชุม
นางสาวหวังรวย (ตั้งชื่อซะ มีใครไม่อยากรวยล่ะ) ซึ่งเป็นผู้มุ่งหวังของผู้ทำธุรกิจคนนึงที่อยู่ลำดับลึกมาก ในองค์กรของนายเก่งกาจ ได้ประทับใจในตัวของนายเก่งกาจอย่างมาก ด้วยการที่นางสาวหวังรวย เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงนางสาวหวังรวย ได้มองเห็นว่าถ้าร่วมเครือข่ายกับคนที่เขาแนะนำเข้ามาชมวันนี้คงมีโอกาสสำเร็จน้อย และน่าจะดีมากถ้าได้ร่วมกับนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย เลยตัดสินใจที่จะไม่ร่วมกับนักธุรกิจที่เชิญมาท่านนั้น (เอาล่ะสิ) แล้วเริ่มต้นหาข้อมูลชื่อ เบอร์โทรของนายเก่งกาจทันที ในอินเตอร์เน็ต และก็ได้เบอร์โทรสมใจ นางสาวหวังรวย โทรหาทันทีและบอกว่าอยากเข้าร่วมธุรกิจกับนายเก่งกาจ เนื่องจากไม่รู้มาก่อนว่านางสาวหวังรวย เคยเป็นผู้มุ่งหวังของทีมงานตัวเอง และเห็นว่านางสาวหวังรวย คุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง (กระตือรือร้นจริงๆ) นายเก่งกาจเลยตัดสินใจรับสมัครติดตัวเองทันที นางสาวหวังรวย เองก็ดีใจมากที่ได้ร่วมทำธุรกิจติดตัวกับคนที่มีรายได้มหาศาล
อ่ะนะ อยากอ่านต่อมั๊ยคะ เดี๋ยวมีลุ้นค่ะ ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไปกันนะคะ
และถ้าสนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
มีนิทานสนุกๆให้ฟังค่ะ เรื่องที่ผู้นำเค้าไม่เล่ากันนะคะ อ่านดูจะรู้ว่าทำไมเค้าไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
นายเก่งกาจแล้วกันนะคะ ได้เริ่มทำธุรกิจเครือข่ายหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่แรกที่ธุรกิจนั้นเข้ามาในประเทศเลย และเมื่อเวลาผ่านไปไปหลายปี จากองค์กรณ์เครือข่ายเล็กๆของเค้า ได้กลายเป็นองค์กรณ์ใหญ่โต และนายเก่งกาจ กลายเป็นคนที่มีรายได้มหาศาล 7-8 หลักทุกเดือน และเนื่องจากได้ผลลัพธ์กับองค์กรที่ใหญ่โตขึ้น นายเก่งกาจ จึงได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ ในงานประชุมของบริษัทที่จัดตามโรงแรมต่างๆบ่อยๆ (คุ้นๆแบบที่คุณเคยเข้าไปฟังมั๊ยคะ?) และในฐานะผู้ที่สำเร็จกับเครือข่ายและมีรายได้มหาศาล ทุกคนต่างก็ชื่นชมในความสามารถ ชื่อของนายเก่งกาจจึง เป็นที่กล่าวขาน ทั้งในห้องประชุมและทางช่าวสารต่างๆ รวมไปถึงอินเตอร์เนท เป็นคนที่หลายๆคนทั้งในและนอกองค์กรณ์อยากเป็นอย่างเค้าให้ได้วันนั้นให้ห้องประชุม
นางสาวหวังรวย (ตั้งชื่อซะ มีใครไม่อยากรวยล่ะ) ซึ่งเป็นผู้มุ่งหวังของผู้ทำธุรกิจคนนึงที่อยู่ลำดับลึกมาก ในองค์กรของนายเก่งกาจ ได้ประทับใจในตัวของนายเก่งกาจอย่างมาก ด้วยการที่นางสาวหวังรวย เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงนางสาวหวังรวย ได้มองเห็นว่าถ้าร่วมเครือข่ายกับคนที่เขาแนะนำเข้ามาชมวันนี้คงมีโอกาสสำเร็จน้อย และน่าจะดีมากถ้าได้ร่วมกับนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย เลยตัดสินใจที่จะไม่ร่วมกับนักธุรกิจที่เชิญมาท่านนั้น (เอาล่ะสิ) แล้วเริ่มต้นหาข้อมูลชื่อ เบอร์โทรของนายเก่งกาจทันที ในอินเตอร์เน็ต และก็ได้เบอร์โทรสมใจ นางสาวหวังรวย โทรหาทันทีและบอกว่าอยากเข้าร่วมธุรกิจกับนายเก่งกาจ เนื่องจากไม่รู้มาก่อนว่านางสาวหวังรวย เคยเป็นผู้มุ่งหวังของทีมงานตัวเอง และเห็นว่านางสาวหวังรวย คุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง (กระตือรือร้นจริงๆ) นายเก่งกาจเลยตัดสินใจรับสมัครติดตัวเองทันที นางสาวหวังรวย เองก็ดีใจมากที่ได้ร่วมทำธุรกิจติดตัวกับคนที่มีรายได้มหาศาล
อ่ะนะ อยากอ่านต่อมั๊ยคะ เดี๋ยวมีลุ้นค่ะ ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไปกันนะคะ
และถ้าสนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
วันศุกร์
บทที่ 11 การคัดเลือกคนเข้าร่วมธุรกิจการตลาดแบบดึงดูด attraction marketing
ทุกๆท่านคงทราบแล้วนะคะว่าหัวใจของการตลาดเครือข่ายแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing นั้นคือ การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเรากับคนที่สนใจ เพราะเมื่อคนเห็นความเป็นมืออาชีพของเรา และเขาเห็นว่าเราสามารถพาให้เขาสำเร็จได้ เขาก็อยากจะร่วมกับเรา แต่เมื่อมาถึงตอนนี้หน้าที่ของเราก้อคือ การคัดเลือกว่าใครบ้างที่เราต้องการให้ร่วม!!! ย้ำว่าคัดเลือกนะค่ะ ฟังดูดีกว่าการเที่ยวไปง้องอนหรือควานหาใช่มั๊ยคะ?และเรายังสามารถทำอะไรบางอย่างก่อนคัดเลือกได้อีกก็คือ เราสามารถให้ข้อมูลว่าการทำธุรกิจเครือข่ายให้สำเร็จทำได้อย่างไร เขาควรทำงานอย่างไร และระบบเป็นแบบไหนบ้างที่จะเอื้อให้เขาสามารถทำได้สำเร็จจริงๆ แบบเข้มข้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่เขาต้องการร่วมกับเรา ได้เห็นด้วยว่าหากเขาต้องการเข้าร่วมกับเรา หน้าที่ของเราคือ การเลือกคนที่เราต้องการให้ร่วม
การคัดเลือกคนเข้าร่วมเครือข่ายกับเรานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกคนรักนั่นแหละค่ะ นั่นคือเราอาจจะต้องดูหลายๆคุณสมบัติเช่น เขาตั้งใจแค่ไหนที่จะเข้าร่วม เพราะบางคนแค่แวะเข้ามาดูเพื่อจะได้รู้อะไรบางอย่างที่เราทำอยู่ หรือ บางคนอาจจะแค่อยากจะรู้แต่ไม่ต้องการเข้าร่วมกับเราจริงๆ เขาจะเข้าใจการตลาดแบบที่เราทำได้แค่ไหน เขามั่นใจได้อย่างไรว่าระบบทำงานแบบนี้มันจะเอื้อให้สำเร็จ ทัศนคติเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีทักษะตรงตามที่เราต้องการไหม รวมไปถึงเรื่องความพร้อมด้านการลงทุนส่วนบริบทของเราในการคัดคนหรือสัมภาษณ์ ก้อไม่ต่างอะไรจากการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานในบริษัท (ซึ่งเรามีธุรกิจเป็นบริษัทของเรานั่นเอง) คือเราต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนเลือกเขา ไม่ใช่ให้เขามาเลือกเรา โดยถ้าหากว่าก่อนทำการคัดเลือกคุณคิดว่าสิ่งที่คุยกำลังเป็นลักษณะการโน้มน้าวนั่นคือคุณกำลังพยายามง้อคนที่คุณสัมภาษณ์อยู่ พยายามชักจูงอยู่ เมื่อคนเขามองว่าตัวเขาเองสามารถเลือกหรือไม่เลือกเราก็ได้ เขาจะเป็นคนถือไพ่ที่เหนือกว่าทันที นั่นหมายถึงการล้มเหลวในการสัมภาษณ์อย่างสิ้นเชิง อย่าลืมนะคะ ว่าตอนนี้ การสัมภาษณ์ของเราคือ การคัดคนที่ใช่ เพื่ออนุญาติให้เขาเข้าร่วมธุรกิจกับเราหรือไม่ ถ้าเขาถือไพ่เหนือกว่า นั่นคือคุณไม่มีสิทธิ์คัดคนที่ใช่ หรือคนที่พร้อมจะลงมือทำธุรกิจกับคุณได้เลย
สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคุณๆที่ทำการตลาดแบบดึงดูดคือ คุณต้องแฝงการตลาดแบบปฎิเสธคนในนั้นด้วย หมายถึงหากเขายังลังเลถามว่าแล้วจะได้กำไรเมื่อไหร่ ให้คุณระบุเวลาให้ได้ คนแบบนั้นเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเรารับเขาเข้ามาร่วมธุรกิจกับคุณ เพราะเขายังไม่เข้าใจถึงการทำธุรกิจซึ่งเหมือนกับการเลี้ยงลูกว่า กว่าลูกจะกลับมาเลี้ยงดูเรา เราต้องป้อนข้าวป้อนน้ำและสั่งสอนลูกอย่างไร กว่าลูกจะโตและมาเลี้ยงดูเรา เช่นเดียวกับธุรกิจ หากไม่ลงมือทำอะไร ธุรกิจจะกลับมาคืนกำไรให้ได้อย่างไร และนั่นคุณก็ควรปฎิเสธทันทีอย่าเสียดาย เพราะการรับคนเหล่านี้เข้ามาก็คือ การได้คนที่ไม่ใช่มาร่วมธุรกิจและโอกาสที่จะล้มเหลวสูง แม้ว่าการทำงานจะง่ายเท่าใดก็ตาม และตัวคุณเองก็จะเสียเวลาในการดูแลคนเหล่านี้มากผิดปกติ
หลังจากที่คุณได้ทำการแบรนด์ตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น คุณจะเข้าสู่สถานการณ์การทำงานแบบนี้คือจะมีคนมาขอสัมภาษณ์เพื่อจะเข้าร่วมธุรกิจกับคุณอย่างสม่ำเสมอ ตัวคุณเองเพียงแค่คัดเอาคนที่ใช่ ตัวคุณจะเข้าสู่การทำธุรกิจแบบการตลาดดึงดูดเต็มตัวทันที แต่การที่คุณเองจะทำการตลาดแบบนี้ให้สมบูรณ์แบบ คุณต้องมีระบบการทำการตลาดที่เอื้อจริงๆ และทำให้คนรู้จักคุณในฐานะคนที่จะนำพาให้เขาสำเร็จ และคุณก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเทียบการตลาดดึงดูดว่าเหมือนคนที่หน้าตาดี อาจจะมีคนมาให้คัดเลือกเป็นแฟนเยอะ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าคุณดีแค่หน้าตาแต่นิสัยแย่ คงจะคบกันได้ไม่นาน เหมือนในการทำธุรกิจที่คุณต้องเป็นอย่างที่คุยจริงๆ คุณต้องทำอย่างที่พูดไว้ และต้องมีระบบสนับสนุนการทำงานเหมือนที่คุณบอกเขาจริงๆ
เมื่อคุณตัดสินใจที่จะรับเขาเข้าร่วม คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของคนคือ สิ่งที่คนมองหาอย่างหนึ่งในการพูดคุยคือ เขาจะได้อะไรบ้างเมื่อร่วมกับเรา และเขาจะสูญเสียอะไรถ้าเขาไม่ได้ร่วม ในลักษณะไม่ใช่การชักจูง เป็นรายละเอียดสาระสำคัญที่ต้องเพิ่มเติม ให้กับเขาทราบ และคุณต้องสามารถพูดในสิ่งที่เขาจะสูญเสียหากไม่ได้เข้าร่วมธุรกิจนั้นๆกับคุณได้อย่างชัดเจน
มองเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing มีข้อแตกต่างในการที่จะได้คนที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมทำธุรกิจซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจแบบเดิมๆอย่างสิ้นเชิง นั่นหมายถึงโอกาสคนที่คุณจะได้คนที่อยากเข้าร่วมทำธุรกิจกับคุณสูงมากอาจจะถึง 90% ซึ่งปกติคนทำเครือข่ายทั่วไปสำเร็จแค่ 0.01% และคุณยังจะเลือกเอาเฉพาะคนที่มีคุณภาพได้อีกด้วย การทำการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing จะเป็นมุมมองใหม่ในการทำเครือข่ายในอนาคต เพราะทุกวันนี้คนทำเครือข่ายถูกมองในแง่ลบตลอดเพราะรูปแบบการตลาดเดิมๆที่ต้องไล่ล่าโทรศัพท์และกระหน่ำติดตาม (จิก) บางคนเสียเพื่อน เสียแฟน เสียญาติ เสียคนรู้จัก เขากำลังมองหาการตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องรบกวนใคร และง่ายกว่า นั่นคือโอกาสของคนที่เริ่มการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing แบบถูกวิธี ซึ่งจะประสพความสำเร็จในอนาคตมากกว่าคนทั่วไปทำค่ะ...
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO MLM School
การคัดเลือกคนเข้าร่วมเครือข่ายกับเรานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกคนรักนั่นแหละค่ะ นั่นคือเราอาจจะต้องดูหลายๆคุณสมบัติเช่น เขาตั้งใจแค่ไหนที่จะเข้าร่วม เพราะบางคนแค่แวะเข้ามาดูเพื่อจะได้รู้อะไรบางอย่างที่เราทำอยู่ หรือ บางคนอาจจะแค่อยากจะรู้แต่ไม่ต้องการเข้าร่วมกับเราจริงๆ เขาจะเข้าใจการตลาดแบบที่เราทำได้แค่ไหน เขามั่นใจได้อย่างไรว่าระบบทำงานแบบนี้มันจะเอื้อให้สำเร็จ ทัศนคติเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีทักษะตรงตามที่เราต้องการไหม รวมไปถึงเรื่องความพร้อมด้านการลงทุนส่วนบริบทของเราในการคัดคนหรือสัมภาษณ์ ก้อไม่ต่างอะไรจากการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานในบริษัท (ซึ่งเรามีธุรกิจเป็นบริษัทของเรานั่นเอง) คือเราต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนเลือกเขา ไม่ใช่ให้เขามาเลือกเรา โดยถ้าหากว่าก่อนทำการคัดเลือกคุณคิดว่าสิ่งที่คุยกำลังเป็นลักษณะการโน้มน้าวนั่นคือคุณกำลังพยายามง้อคนที่คุณสัมภาษณ์อยู่ พยายามชักจูงอยู่ เมื่อคนเขามองว่าตัวเขาเองสามารถเลือกหรือไม่เลือกเราก็ได้ เขาจะเป็นคนถือไพ่ที่เหนือกว่าทันที นั่นหมายถึงการล้มเหลวในการสัมภาษณ์อย่างสิ้นเชิง อย่าลืมนะคะ ว่าตอนนี้ การสัมภาษณ์ของเราคือ การคัดคนที่ใช่ เพื่ออนุญาติให้เขาเข้าร่วมธุรกิจกับเราหรือไม่ ถ้าเขาถือไพ่เหนือกว่า นั่นคือคุณไม่มีสิทธิ์คัดคนที่ใช่ หรือคนที่พร้อมจะลงมือทำธุรกิจกับคุณได้เลย
สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคุณๆที่ทำการตลาดแบบดึงดูดคือ คุณต้องแฝงการตลาดแบบปฎิเสธคนในนั้นด้วย หมายถึงหากเขายังลังเลถามว่าแล้วจะได้กำไรเมื่อไหร่ ให้คุณระบุเวลาให้ได้ คนแบบนั้นเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเรารับเขาเข้ามาร่วมธุรกิจกับคุณ เพราะเขายังไม่เข้าใจถึงการทำธุรกิจซึ่งเหมือนกับการเลี้ยงลูกว่า กว่าลูกจะกลับมาเลี้ยงดูเรา เราต้องป้อนข้าวป้อนน้ำและสั่งสอนลูกอย่างไร กว่าลูกจะโตและมาเลี้ยงดูเรา เช่นเดียวกับธุรกิจ หากไม่ลงมือทำอะไร ธุรกิจจะกลับมาคืนกำไรให้ได้อย่างไร และนั่นคุณก็ควรปฎิเสธทันทีอย่าเสียดาย เพราะการรับคนเหล่านี้เข้ามาก็คือ การได้คนที่ไม่ใช่มาร่วมธุรกิจและโอกาสที่จะล้มเหลวสูง แม้ว่าการทำงานจะง่ายเท่าใดก็ตาม และตัวคุณเองก็จะเสียเวลาในการดูแลคนเหล่านี้มากผิดปกติ
หลังจากที่คุณได้ทำการแบรนด์ตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น คุณจะเข้าสู่สถานการณ์การทำงานแบบนี้คือจะมีคนมาขอสัมภาษณ์เพื่อจะเข้าร่วมธุรกิจกับคุณอย่างสม่ำเสมอ ตัวคุณเองเพียงแค่คัดเอาคนที่ใช่ ตัวคุณจะเข้าสู่การทำธุรกิจแบบการตลาดดึงดูดเต็มตัวทันที แต่การที่คุณเองจะทำการตลาดแบบนี้ให้สมบูรณ์แบบ คุณต้องมีระบบการทำการตลาดที่เอื้อจริงๆ และทำให้คนรู้จักคุณในฐานะคนที่จะนำพาให้เขาสำเร็จ และคุณก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเทียบการตลาดดึงดูดว่าเหมือนคนที่หน้าตาดี อาจจะมีคนมาให้คัดเลือกเป็นแฟนเยอะ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าคุณดีแค่หน้าตาแต่นิสัยแย่ คงจะคบกันได้ไม่นาน เหมือนในการทำธุรกิจที่คุณต้องเป็นอย่างที่คุยจริงๆ คุณต้องทำอย่างที่พูดไว้ และต้องมีระบบสนับสนุนการทำงานเหมือนที่คุณบอกเขาจริงๆ
เมื่อคุณตัดสินใจที่จะรับเขาเข้าร่วม คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของคนคือ สิ่งที่คนมองหาอย่างหนึ่งในการพูดคุยคือ เขาจะได้อะไรบ้างเมื่อร่วมกับเรา และเขาจะสูญเสียอะไรถ้าเขาไม่ได้ร่วม ในลักษณะไม่ใช่การชักจูง เป็นรายละเอียดสาระสำคัญที่ต้องเพิ่มเติม ให้กับเขาทราบ และคุณต้องสามารถพูดในสิ่งที่เขาจะสูญเสียหากไม่ได้เข้าร่วมธุรกิจนั้นๆกับคุณได้อย่างชัดเจน
มองเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing มีข้อแตกต่างในการที่จะได้คนที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมทำธุรกิจซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจแบบเดิมๆอย่างสิ้นเชิง นั่นหมายถึงโอกาสคนที่คุณจะได้คนที่อยากเข้าร่วมทำธุรกิจกับคุณสูงมากอาจจะถึง 90% ซึ่งปกติคนทำเครือข่ายทั่วไปสำเร็จแค่ 0.01% และคุณยังจะเลือกเอาเฉพาะคนที่มีคุณภาพได้อีกด้วย การทำการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing จะเป็นมุมมองใหม่ในการทำเครือข่ายในอนาคต เพราะทุกวันนี้คนทำเครือข่ายถูกมองในแง่ลบตลอดเพราะรูปแบบการตลาดเดิมๆที่ต้องไล่ล่าโทรศัพท์และกระหน่ำติดตาม (จิก) บางคนเสียเพื่อน เสียแฟน เสียญาติ เสียคนรู้จัก เขากำลังมองหาการตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องรบกวนใคร และง่ายกว่า นั่นคือโอกาสของคนที่เริ่มการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing แบบถูกวิธี ซึ่งจะประสพความสำเร็จในอนาคตมากกว่าคนทั่วไปทำค่ะ...
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO MLM School
ป้ายกำกับ:
พ่อรวย สอนลูก,
ยูซาน่า,
Attraction Marketing,
giffarine,
internet,
kyani,
MLM,
unicity,
usana
วันจันทร์
บทที่ 10 ธรรมชาติของมนุษย์
เอาล่ะค่ะ ทราบกันหรือไม่คะว่าการที่มนุษย์กระทำ หรือจะตัดสินใจลงมือทำอะไรนั้น มีที่มาจาก 2 ภาวะอารมณ์คือ รัก กับ กลัว
เป็นต้นว่า ความรักคือ ความยินดี ปรารถนาดี ความสำเร็จ การได้มาของสิ่งที่ปรารถนา ความปิติยินดี ความสุข การช่วยเหลือแบ่งปัน รวมไปถึงการดึงดูด
และความกลัว คือ การป้องกันตัวเอง ความเศร้าโศก การผลักไส ความตึงเครียด อิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว ความเจ็บปวด
ดังนั้นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งจะพยายามเลี่ยงภาวะจากความกลัว ก่อนจะเลือกภาวะแห่งความรักเสมอ เช่น มนุษย์เลือกที่จะเลี่ยงความรู้สึกเจ็บปวดก่อน แม้จะพอมองเห็นแล้วว่า ถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะได้รับความสำเร็จ และความสุข เช่น คนที่ทำเครือข่ายส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่เฉยๆแทนที่จะทำงาน เพราะไม่อยากถูกปฏิเสธ
แล้วเราจะทำการตลาดแบบเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ได้อย่างไร?
จง อย่า พยายามที่จะขายอะไรให้เค้าไงคะ เนื่องจากว่ามนุษย์จะมีระบบป้องกันตัวเอง
ธรรมชาติอีกข้อนึงของมนุษย์คือ ชอบซื้อ คิดดูนะคะ ถ้าวันนี้ คุณได้เงินมาสัก 10 ล้าน ดิฉันว่าสื่งแรกที่คุณจะนึกถึงก็คือ การใช้เงินในการซื้อ ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อกระเป๋า ซื้อคอมใหม่ ซื้อ โทรศัพท์รุ่นล่าสุด (ทั้งๆไอ้ที่มีก็ยังใหม่) ซื้อ ซื้อ ซื้อ อะไรอีกเยอะเลย
ธรมมชาติอีกข้อนึง ข้อสามนะคะ ไม่ชอบง้อ ถามสักนิดนะคะ คุณที่ทำเครือข่าย หรือไม่ได้ทำก็ตามคุณชอบง้อคนไหมคะ แล้วย้อนไปดู ในท่านที่ทำเครือข่ายก่อนนะคะ การที่คุณพยายามโน้มน้าวคน สาธิตสินค้า พยายามปิดการขาย คุณกำลังง้อคนอยู่หรือไม่คะ และคุณสบายใจหรือชอบไหมคะ
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือ คุณกำลังทำการตลาดแบบฝีนธรรมชาติค่ะ ไม่ว่าจากคนที่คุณแนะนำ หรือตัวคุณเอง เพราะคุณกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะขาย โน้มน้าวเต็มที่ แต่คนที่คุณพยายามที่จะขาย ก็กำลังพยายามที่จะเลี่ยงหนีออกไป เพราะไม่อยากถูกขายนั่นเอง
การตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติ คือการทำการตลาดแบบไม่ง้อใคร และคุณเองต้องนำเสนอในสิ่งที่เค้าก็ต้องการอยู่แล้ว หรือสามารถแก้ปัญหาให้เค้าได้ ไม่ใช่ทำการโน้มน้าวให้เค้าเริ่มสนใจ เช่น หากคุณกำลังพยายามขายเนื้อชั้นดี เกรดเอให้กับคนกินมังสวิรัต ไม่ว่าเนื้อของคุณจะมีคุณภาพเยี่ยมยอด ดีมากมายแค่ไหน เค้าก็ไม่ซื้อคุณค่ะ
ดังนั้นหากคุณจะขายเนื้อ คุณก็ต้องกรองคนก่อนว่าเค้าอยู่ในข่ายที่ชอบทาน ถ้าจะให้ดีย่างขึ้นก็ต้องกรองด้วยว่าเค้าชอบกินแบบเนื้อชั้นดี แล้วคุณค่อยไปทำการตลาดกับคนแบบนี้ค่ะ
นั่นคือในการทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาตินั้น คุณต้องทราบกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าคือใคร อย่างที่สองคือสินค้านั้นมีวิธีการที่จะเข้าถึงความต้องการเค้าอย่างไร และอย่างที่สามคือทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่เป้าหมายได้ เมื่อเข้าใจทั้งหมดนี้ ก็เริ่มวางกลยุทธ์ได้เลยค่ะ
อ่านมาถึงตอนนี้แล้วมองออกแล้วนะคะ ว่าเราจะทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติอย่างไร บนพื้นฐานที่ไม่ต้องง้อใครและไม่ทำให้เค้ารู้สึกว่าถูกขาย
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
เป็นต้นว่า ความรักคือ ความยินดี ปรารถนาดี ความสำเร็จ การได้มาของสิ่งที่ปรารถนา ความปิติยินดี ความสุข การช่วยเหลือแบ่งปัน รวมไปถึงการดึงดูด
และความกลัว คือ การป้องกันตัวเอง ความเศร้าโศก การผลักไส ความตึงเครียด อิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว ความเจ็บปวด
ดังนั้นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งจะพยายามเลี่ยงภาวะจากความกลัว ก่อนจะเลือกภาวะแห่งความรักเสมอ เช่น มนุษย์เลือกที่จะเลี่ยงความรู้สึกเจ็บปวดก่อน แม้จะพอมองเห็นแล้วว่า ถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะได้รับความสำเร็จ และความสุข เช่น คนที่ทำเครือข่ายส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่เฉยๆแทนที่จะทำงาน เพราะไม่อยากถูกปฏิเสธ
แล้วเราจะทำการตลาดแบบเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ได้อย่างไร?
จง อย่า พยายามที่จะขายอะไรให้เค้าไงคะ เนื่องจากว่ามนุษย์จะมีระบบป้องกันตัวเอง
ธรรมชาติอีกข้อนึงของมนุษย์คือ ชอบซื้อ คิดดูนะคะ ถ้าวันนี้ คุณได้เงินมาสัก 10 ล้าน ดิฉันว่าสื่งแรกที่คุณจะนึกถึงก็คือ การใช้เงินในการซื้อ ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อกระเป๋า ซื้อคอมใหม่ ซื้อ โทรศัพท์รุ่นล่าสุด (ทั้งๆไอ้ที่มีก็ยังใหม่) ซื้อ ซื้อ ซื้อ อะไรอีกเยอะเลย
ธรมมชาติอีกข้อนึง ข้อสามนะคะ ไม่ชอบง้อ ถามสักนิดนะคะ คุณที่ทำเครือข่าย หรือไม่ได้ทำก็ตามคุณชอบง้อคนไหมคะ แล้วย้อนไปดู ในท่านที่ทำเครือข่ายก่อนนะคะ การที่คุณพยายามโน้มน้าวคน สาธิตสินค้า พยายามปิดการขาย คุณกำลังง้อคนอยู่หรือไม่คะ และคุณสบายใจหรือชอบไหมคะ
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือ คุณกำลังทำการตลาดแบบฝีนธรรมชาติค่ะ ไม่ว่าจากคนที่คุณแนะนำ หรือตัวคุณเอง เพราะคุณกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะขาย โน้มน้าวเต็มที่ แต่คนที่คุณพยายามที่จะขาย ก็กำลังพยายามที่จะเลี่ยงหนีออกไป เพราะไม่อยากถูกขายนั่นเอง
การตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติ คือการทำการตลาดแบบไม่ง้อใคร และคุณเองต้องนำเสนอในสิ่งที่เค้าก็ต้องการอยู่แล้ว หรือสามารถแก้ปัญหาให้เค้าได้ ไม่ใช่ทำการโน้มน้าวให้เค้าเริ่มสนใจ เช่น หากคุณกำลังพยายามขายเนื้อชั้นดี เกรดเอให้กับคนกินมังสวิรัต ไม่ว่าเนื้อของคุณจะมีคุณภาพเยี่ยมยอด ดีมากมายแค่ไหน เค้าก็ไม่ซื้อคุณค่ะ
ดังนั้นหากคุณจะขายเนื้อ คุณก็ต้องกรองคนก่อนว่าเค้าอยู่ในข่ายที่ชอบทาน ถ้าจะให้ดีย่างขึ้นก็ต้องกรองด้วยว่าเค้าชอบกินแบบเนื้อชั้นดี แล้วคุณค่อยไปทำการตลาดกับคนแบบนี้ค่ะ
นั่นคือในการทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาตินั้น คุณต้องทราบกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าคือใคร อย่างที่สองคือสินค้านั้นมีวิธีการที่จะเข้าถึงความต้องการเค้าอย่างไร และอย่างที่สามคือทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่เป้าหมายได้ เมื่อเข้าใจทั้งหมดนี้ ก็เริ่มวางกลยุทธ์ได้เลยค่ะ
อ่านมาถึงตอนนี้แล้วมองออกแล้วนะคะ ว่าเราจะทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติอย่างไร บนพื้นฐานที่ไม่ต้องง้อใครและไม่ทำให้เค้ารู้สึกว่าถูกขาย
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
วันเสาร์
บทที่ 9 การติดตามผล
คุณทราบใช่มั๊ยคะ จากรายชื่อที่คุณได้มา คุณจะต้องทำการติดตามเค้าครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะน้อยถึงน้อยมากที่คุณจะไปคุยธุรกิจกับเค้าเพียงครั้งแรกแล้วเค้าจะตกลงทำในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคนใหม่ด้วยแล้ว การตอบข้อโต้แย้งก็จะยิ่งเป็นงานหนักที่สร้างความหวาดหวั่นให้คุณ หากคุณก้าวข้ามไม่ได้ เผลอๆคุณก็จะเลิกทำไปเลย
ดังนั้น “ถ้าธุรกิจเครือข่ายไหน ไม่มีระบบติดตามอัตโนมัติ (หรือ Email Marketing) อย่าไปทำเด็ดขาด” เพราะคุณต้องทำงานอย่างหนัก คุณต้องมีรายชื่อมากพอ (มากๆๆๆๆ) และต้องเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบเพื่อทำการติดตามเค้าถูก ประมาณว่าต้องจำได้ว่าเคยคุยไปถึงใหนแล้ว หากคุณเป็นคนขยัน คิดว่าจะต้องแบกแฟ้มต่างๆไหวไหมคะ ไหนจะต้องโทรศัพท์อีกล่ะ ทั้งหาคนใหม่ๆ ติดตามคนเก่าๆ แล้วคุณจะทราบมั๊ยล่ะค่ะ ว่าจริงๆแล้วคนที่คุณกำลังติดตามผลอยู่นั้น เค้าสนใจธุรกิจจริงๆหรือไม่ เมื่อคุณโทรไปเค้ามีสมาธิ รอคอยคุณอยู่หรือเปล่า ???? ตอนที่คุณโทร อารมณ์คุณเอื้อหรือเปล่าด้วยค่ะ
มีคนไม่น้อยนะคะ ที่กรอกเข้ามาเพียงแค่อยากรู้ ตามสถิติแล้วใน 100 คนที่กรอกข้อมูลเข้ามานั้น มีเพียง 2 -3 คนเท่านั้นที่สนใจแบบจริงจัง ส่วนที่เหลือล่ะ อีก 97 – 98 คนนั้น คุณก็ยังต้องตามต่อไปด้วยความไม่รู้จริงไหมคะ
และยิ่งหากคุณเป็นคนใหม่ คุณก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้อีกว่าจากน้ำเสียง เค้าจริงจังหรือเปล่า ยิ่งคุยยิ่งงง พอถูกปฏิเสธ ที่ปรึกษาคุณยังบอกว่า ไม่เป็นไร “ก็แค่ทำต่อไป หาคนที่ใช่” ต้องหาอีกมากมายแค่ใหนคะ ต้องโทรศัพท์อีกกี่ร้อยสายคะ และเมื่อรายชื่อหมด เค้าให้คุณซื้อรายชื่ออีกใช่ไหมคะ ยิ่งเค้าบอกว่ารายชื่อนี้คุณภาพดี ก็ยิ่งแพง ใช่ไหมคะ กว่าจะรู้ เสียเงินไปจนมีหนี้สิน ดูๆไปเหมือนการพนัน จ่ายไปเพื่อบางทีจะเจอตัวจริง... เหนื่อยค่ะ
การสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ เพราะไม่มีใครที่จะซื้อหรือเข้าร่วมทำเครือข่าย, ธุรกิจกับคนที่ไม่รู้จักแบบง่ายๆหรอกค่ะ ตามสถิตินะคะ คนที่เข้าร่วมเครือข่าย ส่วนมากจะเข้าร่วมเมื่อถูกติดตามผลอย่างน้อย 7 ครั้ง!!!ดังนั้น การติดตามแค่ครั้งสองครั้งของคุณนั้น เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นค่ะ...
คราวนี้ คุณรู้หรือยังคะว่าทำไมระบบเดิมๆที่ต้องไล่ล่าโทรศัพท์นั้นถึงล้มเหลว เพราะคุณมั่นใจมั๊ยล่ะคะว่าคุณจะกล้าโทรหาคนเหล่านั้นได้ถึง 7 ครั้ง..... คุณเองล่ะคะ ถ้ามีคนเดิมๆโทรมามากขนาดนั้น คุณจะพูดกับเค้าว่าอย่างไร ยิ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อนด้วยนะคะ เป็นดิฉันก็คงจะบอก “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ ดิฉันไม่สะดวกแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” จบค่ะ คุณเสียรายชื่อนั้นไป
การติดตามผ่านทาง Email Marketing เป็นสิ่งที่จำเป็นมากค่ะ เพราะคุณเอง
· ไม่ต้องเหนื่อยคุยกับคนมากมาย หรือโทรศัพท์เป็นร้อยๆสาย เพราะระบบอีเมล์จะติดตามให้แทน
· เป็นการกรองคนที่เข้ามาแล้วในขั้นแรก กรองเฉพาะคนที่สนใจเท่านั้น คุณจึงไม่ต้องเหนื่อยกับคนที่ไม่ได้สนใจจริงๆ
· ทำให้คนที่อาจจะไม่สนใจในตอนแรกกลับมาสนใจในธุรกิจที่เรานำเสนอ ดังนั้นจากเดิมที่ๆปรึกษาคุณเคยบอกคุณว่า ให้คุณคุยกับคนทุกคนที่เจอ คุยให้ได้วันละ 5 – 10 คน ทุกคนคือผู้มุ่งหวัง จริงๆแล้วก็เป็นความคิดเดียวกันค่ะ แต่วิธีแบบเดิมๆที่ใช้นั้นไม่เวิร์คค่ะ อีเมล์ที่เราส่งไปจะค่อยๆโน้มน้าวให้เค้ามาศึกษาสิ่งที่เรานำเสนอมากขึ้นแทน
· เป็นระบบที่โปรโมทความเป็นมืออาชีพของคุณอีกทางนึง ที่จะทำให้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และเริ่มสร้างความเชื่อมั่น, ศรัทธาให้กับเขาได้ค่ะ
เอาล่ะ อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะกำลังคิดว่า เอาล่ะ งั้นชั้นจะเลิกโทรศัพท์ละ แต่จะส่งเมล์หาคนสนใจแทน อันนี้ต้องดูด้วยนะคะ ว่า
· จะเป็นการ spam เมล์หรือเปล่า ระบบที่ได้แนะนำนี้ต้องเป็นระบบที่ถูกกฎหมาย และสามารถยืนยันจากคนที่รับเมล์เราได้ว่าเค้าเหล่านั้นต้องการรับข่าวสารจากเราและสามารถยกเลิกการรับข่าวสารนี้ได้หากไม่พอใจที่จะรับต่อ หากคุณคิดจะทำการซื้อ Program ดูดเมล์ ส่งเมล์ คุณก็จะยังคงทำผิดวิธีค่ะ เพราะก็ยังมีคนมที่เค้าไม่ได้อยากรับข่าวสารของคุณอยู่ในนั้นอยู่นั่นเอง และผิดกฎหมายค่ะ
· ข้อความในการติดตามผลสำคัญมากค่ะเนื้อหานั้นจะแสดงความเป็นมืออาชีพของคุณ ข้อความนั้นกำลังดึงดูดคนหรือไล่คนหนี... มั่นใจอย่างไรว่าสิ่งที่คุณเขียนนั้นเวิร์คพอ
· ไม่มีใครอยากเป็นคนถูกขาย คุณกำลังส่งสารไปขายของหรือธุรกิจเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า หากคุณไม่ได้คุณค่าอะไรกับเค้าเลย แน่ใจได้หรือคะว่าเค้าจะมาสนใจสิ่งที่คุณส่งไปให้เค้า
· เมล์ที่คุณส่งไปให้เค้าเป็นการพูดคุยหรือเปล่า เมล์ที่คุณส่งไปเรียกชื่อเค้า เช่น “สวัสดีค่ะ คุณนงนุช” หรือ “สวัสดีค่ะ ท่านผู้สนใจ” คุณกำลังเพียงแค่หว่านแหอยู่หรือเปล่า คุณว่าจริงหรือไม่ คำพูดที่หวานหูที่สุด คือการเรียกชื่อของเขาเอง และเมล์ที่คุณส่งก็ต้องโฟกัสกับเขาเท่านั้นเช่นกัน
· ในขณะที่คุณกำลังส่งเมล์เป็นกลุ่มจำนวนมากนี้ คุณคิดว่าจะทำไหวมั๊ยคะหากปราศจากระบบอัตโนมัติ? เกิดวันนี้มีนัด ขี้เกียจ เบื่อ ไม่มีอารมณ์ ไฟดับ คอมเสีย ทะเลาะกับแฟน อยู่ต่างจังหวัด ไปเที่ยวอยู่ ฯลฯ
อ่านมาถึงตรงนี้เห็นด้วยกับการมีระบบ Email Marketing ติดตามอัตโนมัติหรือยังคะ?
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย – CEO Secret4Success
ดังนั้น “ถ้าธุรกิจเครือข่ายไหน ไม่มีระบบติดตามอัตโนมัติ (หรือ Email Marketing) อย่าไปทำเด็ดขาด” เพราะคุณต้องทำงานอย่างหนัก คุณต้องมีรายชื่อมากพอ (มากๆๆๆๆ) และต้องเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบเพื่อทำการติดตามเค้าถูก ประมาณว่าต้องจำได้ว่าเคยคุยไปถึงใหนแล้ว หากคุณเป็นคนขยัน คิดว่าจะต้องแบกแฟ้มต่างๆไหวไหมคะ ไหนจะต้องโทรศัพท์อีกล่ะ ทั้งหาคนใหม่ๆ ติดตามคนเก่าๆ แล้วคุณจะทราบมั๊ยล่ะค่ะ ว่าจริงๆแล้วคนที่คุณกำลังติดตามผลอยู่นั้น เค้าสนใจธุรกิจจริงๆหรือไม่ เมื่อคุณโทรไปเค้ามีสมาธิ รอคอยคุณอยู่หรือเปล่า ???? ตอนที่คุณโทร อารมณ์คุณเอื้อหรือเปล่าด้วยค่ะ
มีคนไม่น้อยนะคะ ที่กรอกเข้ามาเพียงแค่อยากรู้ ตามสถิติแล้วใน 100 คนที่กรอกข้อมูลเข้ามานั้น มีเพียง 2 -3 คนเท่านั้นที่สนใจแบบจริงจัง ส่วนที่เหลือล่ะ อีก 97 – 98 คนนั้น คุณก็ยังต้องตามต่อไปด้วยความไม่รู้จริงไหมคะ
และยิ่งหากคุณเป็นคนใหม่ คุณก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้อีกว่าจากน้ำเสียง เค้าจริงจังหรือเปล่า ยิ่งคุยยิ่งงง พอถูกปฏิเสธ ที่ปรึกษาคุณยังบอกว่า ไม่เป็นไร “ก็แค่ทำต่อไป หาคนที่ใช่” ต้องหาอีกมากมายแค่ใหนคะ ต้องโทรศัพท์อีกกี่ร้อยสายคะ และเมื่อรายชื่อหมด เค้าให้คุณซื้อรายชื่ออีกใช่ไหมคะ ยิ่งเค้าบอกว่ารายชื่อนี้คุณภาพดี ก็ยิ่งแพง ใช่ไหมคะ กว่าจะรู้ เสียเงินไปจนมีหนี้สิน ดูๆไปเหมือนการพนัน จ่ายไปเพื่อบางทีจะเจอตัวจริง... เหนื่อยค่ะ
การสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ เพราะไม่มีใครที่จะซื้อหรือเข้าร่วมทำเครือข่าย, ธุรกิจกับคนที่ไม่รู้จักแบบง่ายๆหรอกค่ะ ตามสถิตินะคะ คนที่เข้าร่วมเครือข่าย ส่วนมากจะเข้าร่วมเมื่อถูกติดตามผลอย่างน้อย 7 ครั้ง!!!ดังนั้น การติดตามแค่ครั้งสองครั้งของคุณนั้น เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นค่ะ...
คราวนี้ คุณรู้หรือยังคะว่าทำไมระบบเดิมๆที่ต้องไล่ล่าโทรศัพท์นั้นถึงล้มเหลว เพราะคุณมั่นใจมั๊ยล่ะคะว่าคุณจะกล้าโทรหาคนเหล่านั้นได้ถึง 7 ครั้ง..... คุณเองล่ะคะ ถ้ามีคนเดิมๆโทรมามากขนาดนั้น คุณจะพูดกับเค้าว่าอย่างไร ยิ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อนด้วยนะคะ เป็นดิฉันก็คงจะบอก “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ ดิฉันไม่สะดวกแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” จบค่ะ คุณเสียรายชื่อนั้นไป
การติดตามผ่านทาง Email Marketing เป็นสิ่งที่จำเป็นมากค่ะ เพราะคุณเอง
· ไม่ต้องเหนื่อยคุยกับคนมากมาย หรือโทรศัพท์เป็นร้อยๆสาย เพราะระบบอีเมล์จะติดตามให้แทน
· เป็นการกรองคนที่เข้ามาแล้วในขั้นแรก กรองเฉพาะคนที่สนใจเท่านั้น คุณจึงไม่ต้องเหนื่อยกับคนที่ไม่ได้สนใจจริงๆ
· ทำให้คนที่อาจจะไม่สนใจในตอนแรกกลับมาสนใจในธุรกิจที่เรานำเสนอ ดังนั้นจากเดิมที่ๆปรึกษาคุณเคยบอกคุณว่า ให้คุณคุยกับคนทุกคนที่เจอ คุยให้ได้วันละ 5 – 10 คน ทุกคนคือผู้มุ่งหวัง จริงๆแล้วก็เป็นความคิดเดียวกันค่ะ แต่วิธีแบบเดิมๆที่ใช้นั้นไม่เวิร์คค่ะ อีเมล์ที่เราส่งไปจะค่อยๆโน้มน้าวให้เค้ามาศึกษาสิ่งที่เรานำเสนอมากขึ้นแทน
· เป็นระบบที่โปรโมทความเป็นมืออาชีพของคุณอีกทางนึง ที่จะทำให้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ และเริ่มสร้างความเชื่อมั่น, ศรัทธาให้กับเขาได้ค่ะ
เอาล่ะ อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจจะกำลังคิดว่า เอาล่ะ งั้นชั้นจะเลิกโทรศัพท์ละ แต่จะส่งเมล์หาคนสนใจแทน อันนี้ต้องดูด้วยนะคะ ว่า
· จะเป็นการ spam เมล์หรือเปล่า ระบบที่ได้แนะนำนี้ต้องเป็นระบบที่ถูกกฎหมาย และสามารถยืนยันจากคนที่รับเมล์เราได้ว่าเค้าเหล่านั้นต้องการรับข่าวสารจากเราและสามารถยกเลิกการรับข่าวสารนี้ได้หากไม่พอใจที่จะรับต่อ หากคุณคิดจะทำการซื้อ Program ดูดเมล์ ส่งเมล์ คุณก็จะยังคงทำผิดวิธีค่ะ เพราะก็ยังมีคนมที่เค้าไม่ได้อยากรับข่าวสารของคุณอยู่ในนั้นอยู่นั่นเอง และผิดกฎหมายค่ะ
· ข้อความในการติดตามผลสำคัญมากค่ะเนื้อหานั้นจะแสดงความเป็นมืออาชีพของคุณ ข้อความนั้นกำลังดึงดูดคนหรือไล่คนหนี... มั่นใจอย่างไรว่าสิ่งที่คุณเขียนนั้นเวิร์คพอ
· ไม่มีใครอยากเป็นคนถูกขาย คุณกำลังส่งสารไปขายของหรือธุรกิจเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า หากคุณไม่ได้คุณค่าอะไรกับเค้าเลย แน่ใจได้หรือคะว่าเค้าจะมาสนใจสิ่งที่คุณส่งไปให้เค้า
· เมล์ที่คุณส่งไปให้เค้าเป็นการพูดคุยหรือเปล่า เมล์ที่คุณส่งไปเรียกชื่อเค้า เช่น “สวัสดีค่ะ คุณนงนุช” หรือ “สวัสดีค่ะ ท่านผู้สนใจ” คุณกำลังเพียงแค่หว่านแหอยู่หรือเปล่า คุณว่าจริงหรือไม่ คำพูดที่หวานหูที่สุด คือการเรียกชื่อของเขาเอง และเมล์ที่คุณส่งก็ต้องโฟกัสกับเขาเท่านั้นเช่นกัน
· ในขณะที่คุณกำลังส่งเมล์เป็นกลุ่มจำนวนมากนี้ คุณคิดว่าจะทำไหวมั๊ยคะหากปราศจากระบบอัตโนมัติ? เกิดวันนี้มีนัด ขี้เกียจ เบื่อ ไม่มีอารมณ์ ไฟดับ คอมเสีย ทะเลาะกับแฟน อยู่ต่างจังหวัด ไปเที่ยวอยู่ ฯลฯ
อ่านมาถึงตรงนี้เห็นด้วยกับการมีระบบ Email Marketing ติดตามอัตโนมัติหรือยังคะ?
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย – CEO Secret4Success
ป้ายกำกับ:
ธุรกิจเสริม,
ธุรกิจออนไลน์,
ธุรกิจออนไลน์ คือ,
giffarine,
internet,
kyani,
MLM,
online,
PWM,
unicity,
usana
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)