มาต่อเรื่องกราฟกันค่ะ
คุณเคยสังเกตไหมคะว่าคนที่มีรายได้ 7 หลักเขาเริ่มธุรกิจเครือข่ายกันตอนไหน..... คำตอบค่ะ แทบจะทั้งหมดก็ตอนบริษัทเปิดตัวหรือกำลังจะเปิดตัวนั่นละค่ะ และนั่นย่อมหมายความว่า ถ้าคุณต้องการรายได้มหาศาลคุณก็ต้องเริ่มก่อนที่ธุรกิจจะถึงจุดที่ 1 ในกราฟ แล้วถ้าคุณไปเริ่มช่วงที่คน 80 % คนเข้ามาละคะ หมายถึงคุณอาจจะยังมีรายได้บ้างหรือไม่ได้บ้างอยู่ที่ความสามารถและความขยัน ทั้งนี้รวมถึงเครื่องมือหรือระบบทำการตลาดที่มาช่วย ช่วงนี้มีการแข่งกันกันเองในเครือข่ายสูงมาก แต่การที่คุณจะมั่งคั่งสร้างมีรายได้ให้ได้ถึง 7 หลักจะยากมาก คุณต้องมีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าชาวบ้านมาก (อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ คุณอาจจะมีนะ) สำหรับคนที่เริ่มผ่านจุดที่ 2 ไปละ เมื่อผ่านจุดนี้ไปการทำธุรกิจสำหรับคนใหม่จะยากมากค่ะ ส่วนมากจะเข้ามาเป็นผู้บริโภค ไม่ค่อยมีรายได้กันเท่าไหร่ บางคนก็มีรายได้บ้างถ้ามีความพยายามมากกว่าแต่ก็ต้องขายๆๆๆๆๆ พูดๆๆๆๆๆๆ แต่โอกาสที่จะร่ำรวยแทบจะไม่มีเลย เคยเจอ upline ที่มีรายได้แตะแสนในธูรกิจนึงตอนทำ แต่โห เค้าทำงานหนักนะคะ หยุดไม่ได้ เค้าบอกว่าได้ แต่เค้าก็หยุดได้แค่พักร้อน ไม่เกินเดือน แล้วก้อต้องมาลุยกับลูกทีมอีก บางท่าน ลูกทีมหายหมด ก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่อีกค่ะ เฮ้อ ทุกวันนี้ก็ยังเห็นเค้าเหนื่อยอยู่เลย แต่หากว่าคุณเป็นยอดมนุษย์จริงๆ หรือคุณสามารถสวนกระแสในความซบเซาได้คุณก็จะทำสำเร็จได้ค่ะ
ก่อนอื่นสิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจคือ ทุกบริษัทเครือข่าย ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว และก็ไม่มีใครบอกว่าบริษัทตัวเองแย่หรอกค่ะ ถ้าจะชวนคนเข้าร่วม
ไฮไลท์ตอนนี้ก็คือ คุณจะต้องรู้ให้ได้นะคะว่า ธุรกิจที่คุณจะเลือกกราฟธุรกิจอยู่ในช่วงไหน ถ้าคุณอยากมีรายได้มหาศาลแบบเร็วกว่า (พยายามหาข้อนี้ให้ได้นะคะ) เพราะการเลือกผิดจุดนั่นคือโอกาสที่เหลือของคุณ บริษัทที่มีคนรายได้ 7 หลักจำนวนมากที่เขาพยายามนำเสนอ หรือบริษัทที่เปิดมายาวนานแล้วในบ้านเรา สองสิ่งนี้ก็กำลังบอกอะไรกับท่านเกี่ยวกับโอกาสร่ำรวย น่าจะพอเข้าใจแล้วนะคะ และที่สำคัญคุณต้องมองไปที่บริษัทด้วยนะคะ ว่าตัวบริษัทเองนั้นมั่นคงแค่ไหน ดูจากองค์ประกอบที่คนที่ชวนคุณบอกมานั่นแหละค่ะ เช่น อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหนเป็นต้น รวมไปถึงแผนการจ่ายเงินอันนี้ต้องดูด้วยว่ามีการเอื้อกันในการเป็น upline และ downline หรือไม่ เพราะบางที่แค่ fast start เค้าก็ปล่อยคุณทันทีหลังสมัครคุณได้ก็มี และที่สำคัญก็คือผลิตภัณฑ์ ***ถามตัวเองก่อนนะคะว่า ผลิตภัณฑ์แบบนี้ ถ้าคุณไม่มีรายได้สักบาท คุณจะซื้อใช้ ซื้อกินไหมคะ ถ้าคำตอบคือไม่ คนอื่นเขาก็คงไม่ต่างจากคุณนั่นแหละค่ะ นั่นหมายถึงว่า ธุรกิจนั้นเมื่อถึงจุดอิ่มตัว หันซ้ายขวา หน้าหลังก็มีคนทำแล้ว จะรับสมัครคนยากขึ้นหรือขายของยากขึ้น และเมื่อทำยาก ถ้าคนใหนไม่มีรายได้ เขาก็จะหยุดรักษายอด เมื่อเขาเห็นว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้จำเป็นกับชีวิต นั่นหมายถึงเครือข่ายที่จะล้มครืนแบบโดมิโน่ แล้วมันก็จะล้มจะถึงโดมิโน่ตัวสุดท้ายละค่ะ จากนั้นก็เริ่มไปนับหนึ่งกันใหม่
หลายคนเข้าใจกราฟนี้แต่เข้าใจไม่หมด**ว่ากราฟนี้มันสื่อถึงผลิตภัณฑ์ด้วย ถ้าคุณต้องการให้ธุรกิจสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน คุณต้องเข้าใจให้ชัดเจน ***ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของไม่จำเป็นกับการดำเนินชีวิต เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่น สุดท้ายเครือข่ายก็จะจบลงเมื่อถึงจุดอิ่มตัว สิ่งที่คุณทุ่มเทก็จะจบไป ทีนี้เข้าใจหรือยังคะว่า ทำไมบางเครือข่ายดังๆก็ยังล้มไป
แล้วข้อดีของการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing จะมาช่วยอะไรได้ไหม ตรงนี้ตอบว่าได้แน่นอนค่ะ เพราะเราทำการตลาดด้วยการแบรนด์ตัวเราเอง ต่างจากที่อื่นที่พากันแบรนด์บริษัทหรือแบรนด์ผู้นำ ผู้คนจะรู้จักคุณในฐานะมืออาชีพที่พวกเขาอยากร่วมทีมด้วย และคุณยังมีระบบฐานข้อมูลของคนที่ต้องการความสำเร็จที่คุณจะให้ข้อมูลอะไรกับเขาก็ได้ คุณมีความสัมพันธ์กับเขาเพราะเขารู้จักคุณในฐานะคนรู้จัก (จากระบบติดตามผลแบบอัตโนมัติ หรือ Email Marketing จำได้มั๊ยคะ) และความเป็นมืออาชีพทางด้านเครือข่าย ซึ่งถ้าธุรกิจมันแย่ที่สุดคือ เครือข่ายล้ม (หากคุณว่าเลือกดีแล้วมันยังเกิดน่ะนะคะ) แต่จากการทำการตลาดแบบดึงดูดของคุณ ถึงเครือข่ายจะล้มหายไปคุณก็ยังสามารถเอาคืนหรือสร้างสายงานได้ใหม่ในระยะเวลาอันรวดเร็วมากกับบริษัทใหม่ๆที่คุณเลือกนั่นเอง เพราะคุณจะมีคนติดสอยห้อยตามคนที่เขามั่นใจด้วยเสมอ อย่างที่เขามั่นใจในตัวคุณนั่นเองค่ะ
แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดหากคุณมีระบบที่ยอดเยี่ยมแล้ว คุณก็ควรเลือกบริษัทที่ยอดเยี่ยม ที่มีทั้งโอกาสที่มั่งคั่ง แผนการตลาดดีเยี่ยม และผลิตภัณฑ์ที่หากคุณถามตัวเองว่า ถ้าคุณไม่มีรายได้สักบาทกับบริษัทนี้ คุณจะยังซื้อกินซื้อใช้ไหม และพิจารณาจากความมั่นคงของบริษัทเช่นกัน
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
ทำความเข้าใจก่อนเสียเงินลงมือทำธุรกิจเครือข่าย ออนไลน์ต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกทำ และเตรียมพร้อมรับมือกับความสำเจ ไม่ใช้ล้มเหลว
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ amway แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ amway แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์
บทที่ 14 MLM School การคัดเลือกเครือข่ายมาทำงานอย่างไรให้มั่งคั่ง
มาถึงบทที่ 14 แล้วนะคะ ทีนี้หลายคนคงเริ่มเข้าใจการตลาดแบบดึงดูดกันพอสมควรแล้วนะคะ คราวนี้มาดูวิธีในการเลือกเครือข่ายอย่างไรให้ร่ำรวยกันบ้าง สำคัญนะคะเนี่ย เพราะอย่างแย่ที่สุดก้อคือเลือกเครือข่ายยังไงให้ทำแล้วสำเร็จได้บ้าง อ่ะนะไม่ใช่มีแต่เจ๊งกับเจ๊งเหมือนที่เคยเป็นกัน ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยล้มเหลวมาก่อน ไม่ได้ตังค์ จริงๆก้อได้นะคะ แต่บริหารไม่เป็น ประกอบกับการผลีผลามออกจากงานเลยล้มเหลวช่วงนั้น จนตอนนี้ดิฉันเองเพิ่งมาได้เรียนรู้อย่างมากมายจากคนที่ตั้งใจสอน และให้จริงๆ ดิฉันเลยมาหูตาสว่างและคลิ๊กอะไรบางอย่างเมื่อต้นปี 52 นี่เองค่ะ (Upline ที่แสนดีของดิฉันบอกว่า คนที่ประสพความสำเร็จกับเครือข่ายต้องหมายถึงคนที่มีรายได้อย่างน้อย 5 แสนบาทต่อเดือนขึ้นไปค่ะ!!)
วันนี้เรามาดูกันค่ะ ว่าถ้าจะเลือกธุรกิจเครือข่ายเราต้องมองที่อะไรก่อนอะไรหลัง บางคนทำเครือข่ายมาเป็นสิบๆปีก็ยังเลือกเครือข่ายไม่เป็น แล้วก็ยังล้มเหลวอยู่นั่นละทำไม่สำเร็จสักที หรือบางคนทำได้สำเร็จระดับสูงมาก สุดท้ายก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ในไม่กี่ปีเพราะบริษัทและสายงานล้มไป โดยที่ก็ยังไม่เข้าใจการเลือกเครือข่ายอยู่ดี ทำให้ต้องเริ่มต้นทำงานหนักใหม่อีกเรื่อยๆ จากการเลือกเครือข่ายไม่เป็นนั่นเอง นั่นหมายความว่า หากคุณเลือกเครือข่ายไม่เป็นคุณก็อาจจะหมุนวนมาเริ่มนับหนึ่งอยู่เรื่อยๆ จนไม่ได้เกษียณอย่างที่เค้าคุยไว้เสียที หรือท่านอาจจะล้มเหลวตลอดไป!!! (อันนี้น่ากลัวค่ะ ขอบอก)
1. เลือกที่วิธีทำธุรกิจ และวิธีทำการตลาดก่อนเลยค่ะ
2. เมื่อเห็นวิธีทำธุรกิจแล้ว ถ้าอยากมั่งคั่งต้องมองโอกาสเติบโตโดยต้องดูไปที่
-แผนการตลาดเอื้อแค่ไหน
-มองที่ผลิตภัณฑ์ว่าเป็นอย่างไร
-มองที่ความมั่นคงของตัวบริษัทค่ะ
มาขยายความกันค่ะ
ข้อที่ 1 เลือกที่วิธีทำธุรกิจหรือวิธีทำการตลาด ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายคนที่ทำเครือข่ายติดหลุมพรางการล่อหลอกจากการที่เค้านำคนที่มีรายได้จำนวนมหาศาล มายืนเรียงกัน ใช้บรรยากาศของห้องกระตุ้นเร้า ใช้การชักแม่น้ำทั้ง5 ทำให้คล้อยตามและจิตนาการที่ฝันเฟื่องไปกันใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อออกจากห้องประชุมก็ถูกเร่งเร้าให้รีบตัดสินใจสมัครและเริ่มสต๊อกสินค้า แล้วเผลอก็ถูกลอยแพทันที ไม่มีคนสอนงาน ไม่มีคนพาทำงาน สินค้าก็ขายไม่ได้ แนะนำใครก็ไม่สนใจ บางทีพาทำงานบ้างแต่ก็เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เช่น เค้าบอกให้คุณลิสต์รายชื่อคน 100 คนเพื่อโทรไปแนะนำสินค้า หรือไปแนะนำธุรกิจ พร้อมกับคำขู่ว่า “ถ้าไม่รีบโทรหาคนรู้จัก อาจจะมีคนรู้จักไปทำกับคนอื่น หรือซึ้อสินค้ากับคนอื่นนะ” แล้วคุณเองล่ะ ชอบมั๊ยเวลาเพื่อนฝูงที่ไม่เคยโทรติดต่อกันมานาน โทรมาคุยเรื่องขายของกับคุณ เค้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันค่ะ และคุณเองจะทนการถูกปฏิเสธได้มากหรือนานแค่ใหนก่อนหมดไฟและเลิกทำ
ดังนั้นการเลือกวิธีทำการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด สิ่งที่คุณต้องดูก่อนเป็นอย่างแรกเครือข่ายที่คุณจะทำเป็นเครือข่าย เซลล์แมนหรือเครือข่ายผู้บริโภค
เครือข่ายเซลล์แมนก็คือ เครือข่ายที่ต้องมีการขายสินค้าเป็นหลักและใช้การขยายธุรกิจออกไป ข้อดีก็คืออาจจะมีรายได้จากการขายของ ข้อเสียคือ การจะได้รายได้ตามกฎเกณฑ์ของบริษัทต้องมียอดที่สูงมาก นั่นหมายความว่าคุณต้องขายมากนั่นเอง (มาถึงตรงนี้ คุณต้องถามและตอบตัวเองก่อนว่าชอบขายของหรือไม่นะคะ)
แต่สำหรับเครือข่ายผู้บริโภค จะเน้นการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องขายของ ข้อดีก็คือถ้าต้องการรายได้ตามเกณฑ์การรักษายอดจะไม่สูงมาก และถ้าสินค้าเป็นที่ต้องการอยู่แล้วก็อาจจะนำไปขายได้อีกเหมือนกัน ถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบเครือข่ายประเภทไหน
หลังจากนั้นเมื่อเข้าใจประเภทเครือข่ายแล้ว ดูต่อไปว่า คนที่มาแนะนำคุณเขาทำการตลาดอย่างไร ไม่ต้องสนใจสิ่งสวยหรูที่เขามาแนะนำ แม่น้ำทั้ง 5 สายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากเขาก็เหมือนกัน คุณต้องการทำแบบเขาคนนั้นไหม เพราะถ้าคุณมัวแต่หลงกับแผนการจ่ายรายได้ จ่ายเงินเยอะที่สุดในจักรวาล แจกโน่นแจกนี่มากที่สุด มีคนรับรายได้หลักล้านมากที่สุด บริษัทยิ่งใหญ่ที่สุด ผลิตภัณฑ์ขายตัวเองได้ แต่ถ้าคุณสมัครใครร่วมเครือข่ายไม่ได้เลย มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมคะ หรือถ้าหากคุณขายของไม่ออกสักชิ้น และต้องกินเองใช้เองจนหมด คุณจะไม่เจ๊งหรือคะ เพราะถ้าคุณไม่ชอบวิธีทำการตลาดแบบนั้น สุดท้ายคุณก็จะแพ้ความอยากสบายของตัวเอง ไม่เอาแล้ววันนี้ขอนอนดีกว่า ดูทีวีดีกว่า ทำนู่น นี่ นั่นก่อนดีกว่า เพราะคุณกำลังทำการตลาดแบบฝืนธรรมชาติของตัวเอง อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้างัยคะ
และข้อ 2 เมื่อเข้าใจวิธีทำการตลาดแล้วขอย้ำนะคะ ว่าคุณต้องเข้าใจวิธีทำการตลาดก่อนว่าเราต้องการทำแบบนั้นจริงๆเท่านั้นในการทำการตลาดแบบนี้ หลังจากนั้นต้องเข้าใจ กราฟช่วงชีวิตของธุรกิจเครือข่าย ตามรูปที่เห็น ถ้าคุณไม่เข้าใจกราฟนี้อย่าคิดทำเครือข่ายเด็ดขาด ข่าวร้ายสำหรับบ้านเราก็คือ 99.99% ของนักธุรกิจเครือข่ายไม่เข้าใจกราฟนี้หรือเข้าใจก็เข้าใจไม่หมด วันนี้จะขออธิบายให้ฟัง คุณล้างความเข้าใจเก่าของคุณทิ้งไปก่อนนะคะ
มาถึงตรงนี้ ทราบมั๊ยคะ ว่าดิฉันกำลังกำลังจะสื่ออะไร ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วล่ะค่ะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การมองหาธุรกิจดี การทำงานแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing เพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
วันนี้เรามาดูกันค่ะ ว่าถ้าจะเลือกธุรกิจเครือข่ายเราต้องมองที่อะไรก่อนอะไรหลัง บางคนทำเครือข่ายมาเป็นสิบๆปีก็ยังเลือกเครือข่ายไม่เป็น แล้วก็ยังล้มเหลวอยู่นั่นละทำไม่สำเร็จสักที หรือบางคนทำได้สำเร็จระดับสูงมาก สุดท้ายก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ในไม่กี่ปีเพราะบริษัทและสายงานล้มไป โดยที่ก็ยังไม่เข้าใจการเลือกเครือข่ายอยู่ดี ทำให้ต้องเริ่มต้นทำงานหนักใหม่อีกเรื่อยๆ จากการเลือกเครือข่ายไม่เป็นนั่นเอง นั่นหมายความว่า หากคุณเลือกเครือข่ายไม่เป็นคุณก็อาจจะหมุนวนมาเริ่มนับหนึ่งอยู่เรื่อยๆ จนไม่ได้เกษียณอย่างที่เค้าคุยไว้เสียที หรือท่านอาจจะล้มเหลวตลอดไป!!! (อันนี้น่ากลัวค่ะ ขอบอก)
1. เลือกที่วิธีทำธุรกิจ และวิธีทำการตลาดก่อนเลยค่ะ
2. เมื่อเห็นวิธีทำธุรกิจแล้ว ถ้าอยากมั่งคั่งต้องมองโอกาสเติบโตโดยต้องดูไปที่
-แผนการตลาดเอื้อแค่ไหน
-มองที่ผลิตภัณฑ์ว่าเป็นอย่างไร
-มองที่ความมั่นคงของตัวบริษัทค่ะ
มาขยายความกันค่ะ
ข้อที่ 1 เลือกที่วิธีทำธุรกิจหรือวิธีทำการตลาด ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายคนที่ทำเครือข่ายติดหลุมพรางการล่อหลอกจากการที่เค้านำคนที่มีรายได้จำนวนมหาศาล มายืนเรียงกัน ใช้บรรยากาศของห้องกระตุ้นเร้า ใช้การชักแม่น้ำทั้ง5 ทำให้คล้อยตามและจิตนาการที่ฝันเฟื่องไปกันใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อออกจากห้องประชุมก็ถูกเร่งเร้าให้รีบตัดสินใจสมัครและเริ่มสต๊อกสินค้า แล้วเผลอก็ถูกลอยแพทันที ไม่มีคนสอนงาน ไม่มีคนพาทำงาน สินค้าก็ขายไม่ได้ แนะนำใครก็ไม่สนใจ บางทีพาทำงานบ้างแต่ก็เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เช่น เค้าบอกให้คุณลิสต์รายชื่อคน 100 คนเพื่อโทรไปแนะนำสินค้า หรือไปแนะนำธุรกิจ พร้อมกับคำขู่ว่า “ถ้าไม่รีบโทรหาคนรู้จัก อาจจะมีคนรู้จักไปทำกับคนอื่น หรือซึ้อสินค้ากับคนอื่นนะ” แล้วคุณเองล่ะ ชอบมั๊ยเวลาเพื่อนฝูงที่ไม่เคยโทรติดต่อกันมานาน โทรมาคุยเรื่องขายของกับคุณ เค้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันค่ะ และคุณเองจะทนการถูกปฏิเสธได้มากหรือนานแค่ใหนก่อนหมดไฟและเลิกทำ
ดังนั้นการเลือกวิธีทำการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด สิ่งที่คุณต้องดูก่อนเป็นอย่างแรกเครือข่ายที่คุณจะทำเป็นเครือข่าย เซลล์แมนหรือเครือข่ายผู้บริโภค
เครือข่ายเซลล์แมนก็คือ เครือข่ายที่ต้องมีการขายสินค้าเป็นหลักและใช้การขยายธุรกิจออกไป ข้อดีก็คืออาจจะมีรายได้จากการขายของ ข้อเสียคือ การจะได้รายได้ตามกฎเกณฑ์ของบริษัทต้องมียอดที่สูงมาก นั่นหมายความว่าคุณต้องขายมากนั่นเอง (มาถึงตรงนี้ คุณต้องถามและตอบตัวเองก่อนว่าชอบขายของหรือไม่นะคะ)
แต่สำหรับเครือข่ายผู้บริโภค จะเน้นการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องขายของ ข้อดีก็คือถ้าต้องการรายได้ตามเกณฑ์การรักษายอดจะไม่สูงมาก และถ้าสินค้าเป็นที่ต้องการอยู่แล้วก็อาจจะนำไปขายได้อีกเหมือนกัน ถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบเครือข่ายประเภทไหน
หลังจากนั้นเมื่อเข้าใจประเภทเครือข่ายแล้ว ดูต่อไปว่า คนที่มาแนะนำคุณเขาทำการตลาดอย่างไร ไม่ต้องสนใจสิ่งสวยหรูที่เขามาแนะนำ แม่น้ำทั้ง 5 สายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากเขาก็เหมือนกัน คุณต้องการทำแบบเขาคนนั้นไหม เพราะถ้าคุณมัวแต่หลงกับแผนการจ่ายรายได้ จ่ายเงินเยอะที่สุดในจักรวาล แจกโน่นแจกนี่มากที่สุด มีคนรับรายได้หลักล้านมากที่สุด บริษัทยิ่งใหญ่ที่สุด ผลิตภัณฑ์ขายตัวเองได้ แต่ถ้าคุณสมัครใครร่วมเครือข่ายไม่ได้เลย มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมคะ หรือถ้าหากคุณขายของไม่ออกสักชิ้น และต้องกินเองใช้เองจนหมด คุณจะไม่เจ๊งหรือคะ เพราะถ้าคุณไม่ชอบวิธีทำการตลาดแบบนั้น สุดท้ายคุณก็จะแพ้ความอยากสบายของตัวเอง ไม่เอาแล้ววันนี้ขอนอนดีกว่า ดูทีวีดีกว่า ทำนู่น นี่ นั่นก่อนดีกว่า เพราะคุณกำลังทำการตลาดแบบฝืนธรรมชาติของตัวเอง อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้างัยคะ
และข้อ 2 เมื่อเข้าใจวิธีทำการตลาดแล้วขอย้ำนะคะ ว่าคุณต้องเข้าใจวิธีทำการตลาดก่อนว่าเราต้องการทำแบบนั้นจริงๆเท่านั้นในการทำการตลาดแบบนี้ หลังจากนั้นต้องเข้าใจ กราฟช่วงชีวิตของธุรกิจเครือข่าย ตามรูปที่เห็น ถ้าคุณไม่เข้าใจกราฟนี้อย่าคิดทำเครือข่ายเด็ดขาด ข่าวร้ายสำหรับบ้านเราก็คือ 99.99% ของนักธุรกิจเครือข่ายไม่เข้าใจกราฟนี้หรือเข้าใจก็เข้าใจไม่หมด วันนี้จะขออธิบายให้ฟัง คุณล้างความเข้าใจเก่าของคุณทิ้งไปก่อนนะคะ
-กราฟบอกอะไรเราบ้าง อย่างนี้นะคะ ในตอนที่ธุรกิจเริ่ม จะมีคนเข้าร่วมยังน้อยคนอยู่ ดังนั้นการเติบโตยังไม่ดีเท่าที่ควร ต้องใช้เวลาในการวอร์มตัวและสร้างผู้นำในธุรกิจเครือข่าย แต่เมื่อผ่านจุดที่ 1 ปรากฎว่ามีคนจำนวนมากเข้ามาร่วมและคนก็หลั่งไหลกันเข้ามาเรื่อยๆ 80% ของคนที่ทำธุรกิจจะเข้าร่วมช่วงนี้ เมื่อผ่านจุดที่ 2 ธุรกิจจะเริ่มเป็นที่รู้จักซึ่งไม่ว่าคุณจะหันซ้ายหันขวา หรือหน้าหลังก็เจอคนที่เขาทำหมดแล้วหรือว่ารู้จักหมดแล้ว และช่วงนี้จะเป็นการรักษาระดับของธุรกิจค่ะ
มาถึงตรงนี้ ทราบมั๊ยคะ ว่าดิฉันกำลังกำลังจะสื่ออะไร ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วล่ะค่ะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การมองหาธุรกิจดี การทำงานแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing เพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
ป้ายกำกับ:
ธุรกิจ,
ธุรกิจขายตรง,
ธุรกิจ MLM,
พ่อรวย สอนลูก,
agel,
amway,
Attraction Marketing
วันศุกร์
บทที่ 13 นิทานสนุกๆกับการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing สิ่งที่ Upline ก็ยังไม่รู้ ภาค 2 (ตอนจบ)
มาต่อกันกับนางสาวหวังรวยค่ะ
และแล้ว เมื่อได้เริ่มเรียนรู้งานจากนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย กลับประหลาดใจเมื่อได้พบว่านายเก่งกาจก็ไม่ได้สอนอะไรพิเศษมากไปกว่า ที่คนแนะนำท่านเดิมแนะนำ!! สิ่งที่นางสาวหวังรวย ได้พบมากขึ้นก็คือ หลายครั้งเมื่อขอความช่วยเหลืออะไรก็ตาม นายเก่งกาจ ก็จะไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือสักท่าไหร่ "หรือเพราะเขามีตำแหน่งใหญ่โต เลยติดธุระค่อนข้างบ่อย งานคงยุ่งมาก" นางสาวหวังรวย พูดกับตัวเอง และตัดสินใจไปหาที่บ้านอันหรูหราของนายเก่งกาจ แล้วก็เลยยิ่งแปลกใจไปใหญ่ “โอ้ว นายเก่งกาจ กำลังไดรฟกอล์ฟ สบายใจเฉิบ มีเพื่อนดูมีสตางค์ และเคยเห็นในองค์กรณ์ นั่งจิบไวน์พูดคุยอย่างมีความสุข” นางสาวหวังรวย ตัดสินใจเดินเข้าไปทัก และพยายามคุยปัญหาที่เธอเจออยู่ และมีคนสนใจธุรกิจที่เธอต้องการให้นายเก่งกาจ ช่วยเหลือเธอด่วน ไม่งั้นเดือนนี้เธอจะไม่มีเงินรักษายอดและรายได้ไม่เกิดแน่ๆ นายเก่งกาจกลับบอกว่า ให้เธอกลับไปก่อนแล้วกัน และเดี๋ยวจะติดต่อกลับไป เธอกลับออกมาจากบ้านนายเก่งกาจ และเริ่มรู้สึกเสียใจนิดๆ หลังจากนั้นนายเก่งกาจก็ไม่ติดต่อหาเธอตามที่บอกเสียด้วย
เมื่อถึงช่วงงานเปิดโอกาสทางธุรกิจ นางสาวหวังรวยได้ชวนคนเข้าในงานประชุมได้ 3 ท่านทั้งที่แสนจะลำบากในการชวนเพราะชวนมาเป็น 20 กว่าคนแต่มาแค่ 3 คน (ชวนเก่งนะเนี่ย) แต่เธอก็ดีใจที่มีคนมาได้ ทั้ง 3 คน มี 2 คนเป็นนักศึกษาที่อยากหารายได้เพิ่ม และอีกคนเป็นพนักงานประจำที่อยากออกจากงานเพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง (คุ้นๆกันไหมคะ?) หลังจากได้ฟังงานประชุมจนจบ ทุกคนต่างก็ทยอยกันกลับ ส่วน 3 คนที่ร่วมประชุมไม่มีใครสมัครกับเธอเลย นักศึกษาทั้ง 2 คนบอกว่าไม่มีเงินค่าสมัคร ส่วนอีกคนบอกว่ายังไม่พร้อมตอนนี้หลังจากนั้น 1 เดือนผ่านไป นายเก่งกาจได้จัดงานเลี้ยงยินดีให้กับสมาชิกในทีมที่ได้ขึ้นตำแหน่งใหม่ๆ โดยได้เชิญคนที่เป็นต้นๆสายของธุรกิจของเขาเข้ามาในงานเลี้ยง รวมไปถึงทีมงานติดตัวของเขาเองเข้ามาในงานด้วย นางสาวหวังรวยก็ได้รับเชิญ และเธอก็แปลกใจมาก เพราะได้พบว่าคนที่เธอเคยชวนเข้าอบรมที่โรงแรมหนก่อนนั้นก็มาด้วย และได้ถามคนที่เป็นไซด์ไลน์ที่มางานด้วยกัน เขาบอกว่า "อ้อเป็นทีมงานใหม่ของพี่เก่งกาจเขา"....
**เฮ้อ นี่เป็นแค่เรื่องสมมติ ไม่เกี่ยวกับ บุคคล สถานที่หรือ อะไรก็ตามนะคะนิทานเรื่องนี้บอกอะไรกับเราบ้างล่ะ
- คนที่มีรายได้มหาศาลกับเครือข่าย เขาอยู่ในการตลาดดึงดูด ...โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ก็ตาม และที่ใครๆ ก็อยากเข้าร่วมเพราะมั่นใจว่าเขาจะพาสำเร็จแน่ๆ (อ้าว นางสาวหวังรวยล่ะ?)
- ข่าวไม่สู้จะดีคือ คนที่เขามีรายได้มหาศาลเหล่านั้นแทบทุกคนไม่มีระบบที่เอื้อให้ทุกคนสำเร็จ (ไม่งั้นนางสาวหวังรวยคงไม่ต้องเข้าไปถามถึงบ้านใช่ไหมคะ)- ข่าวร้ายคือ คนเหล่านั้นเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าเขาอยู่ในการตลาดดึงดูดที่ใครๆก็อยากเข้าร่วมกับเขา (เน้นค่ะ เน้น)
- ข่าวร้ายกว่า คนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะสอนทีมงานให้เข้าใจการตลาดดึงดูดและเป็นแบบเขาได้ (ก้อบอกแล้ว หนูไม่รู้...)
- ข่าวร้ายยิ่งกว่า ธรรมชาติของคน ยิ่งร่ำรวยขึ้น คนจะยิ่งเหนื่อยง่ายขึ้น ทำงานหนักได้น้อยลง ความพยายามลดลง (ไดรฟกอล์ฟ จบไวน์ดีกว่า)
- ข่าวร้ายที่สุด เขาจะสอนให้คุณทำสิ่งที่เขาอยากให้คุณทำและเขาไม่เคยทำ และผลักไสให้พยายามในสิ่งที่คุณไม่ชอบมากที่สุด (เค้าเคยไปยืนแจกใบปลิวกับคุณมั๊ยเล่า ที่คุณคิดว่าเค้ายุ่งน่ะ)
และ สุดท้าย...
- จงอย่าแค่มองธุรกิจเครือข่ายใดๆ แค่เพราะหลงในบางอย่างที่สวยงาม ไม่ว่าจะได้ยินว่า มีแผนง่ายที่สุดในโลก จ่ายมากที่สุดในจักรวาล บริษัทสุดยอดเบอร์หนึ่ง แจกโน่นแจกนี่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ลองนับดูนะคะ ว่ากี่คนที่ได้จากจำนวนผู้ที่ทำธุรกิจเท่าไหร่ เช่น สิบจากหลายหมื่น เท่ากับคุณต้องสร้างเท่าไหร่?) หรือ มีคนมีรายได้มหาศาลมากที่สุดในโลก ถามตัวเองก่อน คนมาแนะนำเขาทำการตลาดอย่างไร เราอยากทำอย่างนั้นไหม ถ้าอยากทำงานแบบนั้น ก็เยี่ยมเลยค่ะ คุณกำลังพบทางสว่าง แต่ถ้าไม่ ให้รีบถอยออกมา เพราะถ้าคุณเข้าไปคุณก็จะเจอการทำตลาดที่ฝืนความรู้สึกตัวเองทันที สุดท้ายก็จะล้มเหลว เพราะคุณจะพยายามหาข้ออ้างที่จะไม่ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เช่น อันนี้ตัวเองนะคะ ไม่เอาล่ะ ไม่อยากไปแจกใบปลิว เขิน ไม่อยากไปคนเดียว เป็นต้น
ดังนั้น ดิฉันก็ยังขอย้ำกับคุณๆอยู่นั่นเองว่า การตลาดดึงดูดก็คือการตลาดรูปแบบเดียวกันกับคนที่เขามีรายได้มหาศาลเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ แต่เขาไม่รู้ตัวเอง และนั่นหมายถึงคุณเองที่ได้อ่าน blog นี้มาโดยตลอด กำลังได้รู้วิธีการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมกับธุรกิจกับคุณเหมือนกับคนที่เขามีรายได้มหาศาล เพราะเหตุผลที่คนอยากร่วมเครือข่ายกับคุณ ก็ต้องเพราะว่าเค้ามั่นใจว่าคุณจะพาให้เขาพบความสำเร็จแน่ๆ แล้วทำไมคนที่ทำการตลาดแบบนี้จะไม่สำเร็จล่ะคะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การตลาดแบบ Attraction Marketing ทางออนไลน์แบบฟรีๆ ไม่ต้องไปอบรมตามโรงแรมอย่างนางสาวหวังรวย แจ้งชื่อ อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ของคุณมาได้ที่ ohmandy1@gmail.com นะคะและหากต้องการทราบวิธี การทำเครือข่ายแบบถูกต้อง สามารถเข้ามากรอกข้อมูลซึ่งเราก็จะส่งให้คุณฟรีเช่นกัน ที่ http://stop-failure-mlm.com ค่ะ สามารถติดตาม blog ได้อีกที่ http://kusumamlmexpert.com ด้วยค่ะ
และแล้ว เมื่อได้เริ่มเรียนรู้งานจากนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย กลับประหลาดใจเมื่อได้พบว่านายเก่งกาจก็ไม่ได้สอนอะไรพิเศษมากไปกว่า ที่คนแนะนำท่านเดิมแนะนำ!! สิ่งที่นางสาวหวังรวย ได้พบมากขึ้นก็คือ หลายครั้งเมื่อขอความช่วยเหลืออะไรก็ตาม นายเก่งกาจ ก็จะไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือสักท่าไหร่ "หรือเพราะเขามีตำแหน่งใหญ่โต เลยติดธุระค่อนข้างบ่อย งานคงยุ่งมาก" นางสาวหวังรวย พูดกับตัวเอง และตัดสินใจไปหาที่บ้านอันหรูหราของนายเก่งกาจ แล้วก็เลยยิ่งแปลกใจไปใหญ่ “โอ้ว นายเก่งกาจ กำลังไดรฟกอล์ฟ สบายใจเฉิบ มีเพื่อนดูมีสตางค์ และเคยเห็นในองค์กรณ์ นั่งจิบไวน์พูดคุยอย่างมีความสุข” นางสาวหวังรวย ตัดสินใจเดินเข้าไปทัก และพยายามคุยปัญหาที่เธอเจออยู่ และมีคนสนใจธุรกิจที่เธอต้องการให้นายเก่งกาจ ช่วยเหลือเธอด่วน ไม่งั้นเดือนนี้เธอจะไม่มีเงินรักษายอดและรายได้ไม่เกิดแน่ๆ นายเก่งกาจกลับบอกว่า ให้เธอกลับไปก่อนแล้วกัน และเดี๋ยวจะติดต่อกลับไป เธอกลับออกมาจากบ้านนายเก่งกาจ และเริ่มรู้สึกเสียใจนิดๆ หลังจากนั้นนายเก่งกาจก็ไม่ติดต่อหาเธอตามที่บอกเสียด้วย
เมื่อถึงช่วงงานเปิดโอกาสทางธุรกิจ นางสาวหวังรวยได้ชวนคนเข้าในงานประชุมได้ 3 ท่านทั้งที่แสนจะลำบากในการชวนเพราะชวนมาเป็น 20 กว่าคนแต่มาแค่ 3 คน (ชวนเก่งนะเนี่ย) แต่เธอก็ดีใจที่มีคนมาได้ ทั้ง 3 คน มี 2 คนเป็นนักศึกษาที่อยากหารายได้เพิ่ม และอีกคนเป็นพนักงานประจำที่อยากออกจากงานเพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง (คุ้นๆกันไหมคะ?) หลังจากได้ฟังงานประชุมจนจบ ทุกคนต่างก็ทยอยกันกลับ ส่วน 3 คนที่ร่วมประชุมไม่มีใครสมัครกับเธอเลย นักศึกษาทั้ง 2 คนบอกว่าไม่มีเงินค่าสมัคร ส่วนอีกคนบอกว่ายังไม่พร้อมตอนนี้หลังจากนั้น 1 เดือนผ่านไป นายเก่งกาจได้จัดงานเลี้ยงยินดีให้กับสมาชิกในทีมที่ได้ขึ้นตำแหน่งใหม่ๆ โดยได้เชิญคนที่เป็นต้นๆสายของธุรกิจของเขาเข้ามาในงานเลี้ยง รวมไปถึงทีมงานติดตัวของเขาเองเข้ามาในงานด้วย นางสาวหวังรวยก็ได้รับเชิญ และเธอก็แปลกใจมาก เพราะได้พบว่าคนที่เธอเคยชวนเข้าอบรมที่โรงแรมหนก่อนนั้นก็มาด้วย และได้ถามคนที่เป็นไซด์ไลน์ที่มางานด้วยกัน เขาบอกว่า "อ้อเป็นทีมงานใหม่ของพี่เก่งกาจเขา"....
**เฮ้อ นี่เป็นแค่เรื่องสมมติ ไม่เกี่ยวกับ บุคคล สถานที่หรือ อะไรก็ตามนะคะนิทานเรื่องนี้บอกอะไรกับเราบ้างล่ะ
- คนที่มีรายได้มหาศาลกับเครือข่าย เขาอยู่ในการตลาดดึงดูด ...โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ก็ตาม และที่ใครๆ ก็อยากเข้าร่วมเพราะมั่นใจว่าเขาจะพาสำเร็จแน่ๆ (อ้าว นางสาวหวังรวยล่ะ?)
- ข่าวไม่สู้จะดีคือ คนที่เขามีรายได้มหาศาลเหล่านั้นแทบทุกคนไม่มีระบบที่เอื้อให้ทุกคนสำเร็จ (ไม่งั้นนางสาวหวังรวยคงไม่ต้องเข้าไปถามถึงบ้านใช่ไหมคะ)- ข่าวร้ายคือ คนเหล่านั้นเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าเขาอยู่ในการตลาดดึงดูดที่ใครๆก็อยากเข้าร่วมกับเขา (เน้นค่ะ เน้น)
- ข่าวร้ายกว่า คนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะสอนทีมงานให้เข้าใจการตลาดดึงดูดและเป็นแบบเขาได้ (ก้อบอกแล้ว หนูไม่รู้...)
- ข่าวร้ายยิ่งกว่า ธรรมชาติของคน ยิ่งร่ำรวยขึ้น คนจะยิ่งเหนื่อยง่ายขึ้น ทำงานหนักได้น้อยลง ความพยายามลดลง (ไดรฟกอล์ฟ จบไวน์ดีกว่า)
- ข่าวร้ายที่สุด เขาจะสอนให้คุณทำสิ่งที่เขาอยากให้คุณทำและเขาไม่เคยทำ และผลักไสให้พยายามในสิ่งที่คุณไม่ชอบมากที่สุด (เค้าเคยไปยืนแจกใบปลิวกับคุณมั๊ยเล่า ที่คุณคิดว่าเค้ายุ่งน่ะ)
และ สุดท้าย...
- จงอย่าแค่มองธุรกิจเครือข่ายใดๆ แค่เพราะหลงในบางอย่างที่สวยงาม ไม่ว่าจะได้ยินว่า มีแผนง่ายที่สุดในโลก จ่ายมากที่สุดในจักรวาล บริษัทสุดยอดเบอร์หนึ่ง แจกโน่นแจกนี่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ลองนับดูนะคะ ว่ากี่คนที่ได้จากจำนวนผู้ที่ทำธุรกิจเท่าไหร่ เช่น สิบจากหลายหมื่น เท่ากับคุณต้องสร้างเท่าไหร่?) หรือ มีคนมีรายได้มหาศาลมากที่สุดในโลก ถามตัวเองก่อน คนมาแนะนำเขาทำการตลาดอย่างไร เราอยากทำอย่างนั้นไหม ถ้าอยากทำงานแบบนั้น ก็เยี่ยมเลยค่ะ คุณกำลังพบทางสว่าง แต่ถ้าไม่ ให้รีบถอยออกมา เพราะถ้าคุณเข้าไปคุณก็จะเจอการทำตลาดที่ฝืนความรู้สึกตัวเองทันที สุดท้ายก็จะล้มเหลว เพราะคุณจะพยายามหาข้ออ้างที่จะไม่ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เช่น อันนี้ตัวเองนะคะ ไม่เอาล่ะ ไม่อยากไปแจกใบปลิว เขิน ไม่อยากไปคนเดียว เป็นต้น
ดังนั้น ดิฉันก็ยังขอย้ำกับคุณๆอยู่นั่นเองว่า การตลาดดึงดูดก็คือการตลาดรูปแบบเดียวกันกับคนที่เขามีรายได้มหาศาลเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ แต่เขาไม่รู้ตัวเอง และนั่นหมายถึงคุณเองที่ได้อ่าน blog นี้มาโดยตลอด กำลังได้รู้วิธีการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมกับธุรกิจกับคุณเหมือนกับคนที่เขามีรายได้มหาศาล เพราะเหตุผลที่คนอยากร่วมเครือข่ายกับคุณ ก็ต้องเพราะว่าเค้ามั่นใจว่าคุณจะพาให้เขาพบความสำเร็จแน่ๆ แล้วทำไมคนที่ทำการตลาดแบบนี้จะไม่สำเร็จล่ะคะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การตลาดแบบ Attraction Marketing ทางออนไลน์แบบฟรีๆ ไม่ต้องไปอบรมตามโรงแรมอย่างนางสาวหวังรวย แจ้งชื่อ อีเมล์ และเบอร์โทรศัพท์ของคุณมาได้ที่ ohmandy1@gmail.com นะคะและหากต้องการทราบวิธี การทำเครือข่ายแบบถูกต้อง สามารถเข้ามากรอกข้อมูลซึ่งเราก็จะส่งให้คุณฟรีเช่นกัน ที่ http://stop-failure-mlm.com ค่ะ สามารถติดตาม blog ได้อีกที่ http://kusumamlmexpert.com ด้วยค่ะ
ป้ายกำกับ:
ธุรกิจขายตรง,
ปูแดง,
ยูซาน่า,
ยูนิซิตี้,
agel,
amway,
Attraction Marketing,
giffarine,
unicity
วันพฤหัสบดี
บทที่ 12 นิทานสนุกๆกับการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing สิ่งที่ Upline ก็ยังไม่รู้ ภาค 1
คุณๆที่เข้ามาเริ่มและเรียนรู้การทำงานเครือข่าย เคยสงสัยมั๊ยคะ ว่าคนที่มีรายได้มหาศาลในงานเครือข่ายที่เราทำอยู่ ทำไมเค้าถึงรับสมัครคนเข้ามาร่วมธุรกิจได้ง่ายนัก ทั้งๆเราเองพยายามมากมาย ดูจะมากกว่าเค้าด้วยซ้ำ ทั้งแจกใบปลิว เดินทำแบบสอบถาม พูดคุยกับคนไม่รู้จัก สารพัด แต่...ก็ยังไม่เห็นจะได้ผลลัพท์แบบเค้าเลย??
มีนิทานสนุกๆให้ฟังค่ะ เรื่องที่ผู้นำเค้าไม่เล่ากันนะคะ อ่านดูจะรู้ว่าทำไมเค้าไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
นายเก่งกาจแล้วกันนะคะ ได้เริ่มทำธุรกิจเครือข่ายหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่แรกที่ธุรกิจนั้นเข้ามาในประเทศเลย และเมื่อเวลาผ่านไปไปหลายปี จากองค์กรณ์เครือข่ายเล็กๆของเค้า ได้กลายเป็นองค์กรณ์ใหญ่โต และนายเก่งกาจ กลายเป็นคนที่มีรายได้มหาศาล 7-8 หลักทุกเดือน และเนื่องจากได้ผลลัพธ์กับองค์กรที่ใหญ่โตขึ้น นายเก่งกาจ จึงได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ ในงานประชุมของบริษัทที่จัดตามโรงแรมต่างๆบ่อยๆ (คุ้นๆแบบที่คุณเคยเข้าไปฟังมั๊ยคะ?) และในฐานะผู้ที่สำเร็จกับเครือข่ายและมีรายได้มหาศาล ทุกคนต่างก็ชื่นชมในความสามารถ ชื่อของนายเก่งกาจจึง เป็นที่กล่าวขาน ทั้งในห้องประชุมและทางช่าวสารต่างๆ รวมไปถึงอินเตอร์เนท เป็นคนที่หลายๆคนทั้งในและนอกองค์กรณ์อยากเป็นอย่างเค้าให้ได้วันนั้นให้ห้องประชุม
นางสาวหวังรวย (ตั้งชื่อซะ มีใครไม่อยากรวยล่ะ) ซึ่งเป็นผู้มุ่งหวังของผู้ทำธุรกิจคนนึงที่อยู่ลำดับลึกมาก ในองค์กรของนายเก่งกาจ ได้ประทับใจในตัวของนายเก่งกาจอย่างมาก ด้วยการที่นางสาวหวังรวย เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงนางสาวหวังรวย ได้มองเห็นว่าถ้าร่วมเครือข่ายกับคนที่เขาแนะนำเข้ามาชมวันนี้คงมีโอกาสสำเร็จน้อย และน่าจะดีมากถ้าได้ร่วมกับนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย เลยตัดสินใจที่จะไม่ร่วมกับนักธุรกิจที่เชิญมาท่านนั้น (เอาล่ะสิ) แล้วเริ่มต้นหาข้อมูลชื่อ เบอร์โทรของนายเก่งกาจทันที ในอินเตอร์เน็ต และก็ได้เบอร์โทรสมใจ นางสาวหวังรวย โทรหาทันทีและบอกว่าอยากเข้าร่วมธุรกิจกับนายเก่งกาจ เนื่องจากไม่รู้มาก่อนว่านางสาวหวังรวย เคยเป็นผู้มุ่งหวังของทีมงานตัวเอง และเห็นว่านางสาวหวังรวย คุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง (กระตือรือร้นจริงๆ) นายเก่งกาจเลยตัดสินใจรับสมัครติดตัวเองทันที นางสาวหวังรวย เองก็ดีใจมากที่ได้ร่วมทำธุรกิจติดตัวกับคนที่มีรายได้มหาศาล
อ่ะนะ อยากอ่านต่อมั๊ยคะ เดี๋ยวมีลุ้นค่ะ ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไปกันนะคะ
และถ้าสนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
มีนิทานสนุกๆให้ฟังค่ะ เรื่องที่ผู้นำเค้าไม่เล่ากันนะคะ อ่านดูจะรู้ว่าทำไมเค้าไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
นายเก่งกาจแล้วกันนะคะ ได้เริ่มทำธุรกิจเครือข่ายหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่แรกที่ธุรกิจนั้นเข้ามาในประเทศเลย และเมื่อเวลาผ่านไปไปหลายปี จากองค์กรณ์เครือข่ายเล็กๆของเค้า ได้กลายเป็นองค์กรณ์ใหญ่โต และนายเก่งกาจ กลายเป็นคนที่มีรายได้มหาศาล 7-8 หลักทุกเดือน และเนื่องจากได้ผลลัพธ์กับองค์กรที่ใหญ่โตขึ้น นายเก่งกาจ จึงได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ ในงานประชุมของบริษัทที่จัดตามโรงแรมต่างๆบ่อยๆ (คุ้นๆแบบที่คุณเคยเข้าไปฟังมั๊ยคะ?) และในฐานะผู้ที่สำเร็จกับเครือข่ายและมีรายได้มหาศาล ทุกคนต่างก็ชื่นชมในความสามารถ ชื่อของนายเก่งกาจจึง เป็นที่กล่าวขาน ทั้งในห้องประชุมและทางช่าวสารต่างๆ รวมไปถึงอินเตอร์เนท เป็นคนที่หลายๆคนทั้งในและนอกองค์กรณ์อยากเป็นอย่างเค้าให้ได้วันนั้นให้ห้องประชุม
นางสาวหวังรวย (ตั้งชื่อซะ มีใครไม่อยากรวยล่ะ) ซึ่งเป็นผู้มุ่งหวังของผู้ทำธุรกิจคนนึงที่อยู่ลำดับลึกมาก ในองค์กรของนายเก่งกาจ ได้ประทับใจในตัวของนายเก่งกาจอย่างมาก ด้วยการที่นางสาวหวังรวย เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงนางสาวหวังรวย ได้มองเห็นว่าถ้าร่วมเครือข่ายกับคนที่เขาแนะนำเข้ามาชมวันนี้คงมีโอกาสสำเร็จน้อย และน่าจะดีมากถ้าได้ร่วมกับนายเก่งกาจ นางสาวหวังรวย เลยตัดสินใจที่จะไม่ร่วมกับนักธุรกิจที่เชิญมาท่านนั้น (เอาล่ะสิ) แล้วเริ่มต้นหาข้อมูลชื่อ เบอร์โทรของนายเก่งกาจทันที ในอินเตอร์เน็ต และก็ได้เบอร์โทรสมใจ นางสาวหวังรวย โทรหาทันทีและบอกว่าอยากเข้าร่วมธุรกิจกับนายเก่งกาจ เนื่องจากไม่รู้มาก่อนว่านางสาวหวังรวย เคยเป็นผู้มุ่งหวังของทีมงานตัวเอง และเห็นว่านางสาวหวังรวย คุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง (กระตือรือร้นจริงๆ) นายเก่งกาจเลยตัดสินใจรับสมัครติดตัวเองทันที นางสาวหวังรวย เองก็ดีใจมากที่ได้ร่วมทำธุรกิจติดตัวกับคนที่มีรายได้มหาศาล
อ่ะนะ อยากอ่านต่อมั๊ยคะ เดี๋ยวมีลุ้นค่ะ ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไปกันนะคะ
และถ้าสนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
วันจันทร์
บทที่ 10 ธรรมชาติของมนุษย์
เอาล่ะค่ะ ทราบกันหรือไม่คะว่าการที่มนุษย์กระทำ หรือจะตัดสินใจลงมือทำอะไรนั้น มีที่มาจาก 2 ภาวะอารมณ์คือ รัก กับ กลัว
เป็นต้นว่า ความรักคือ ความยินดี ปรารถนาดี ความสำเร็จ การได้มาของสิ่งที่ปรารถนา ความปิติยินดี ความสุข การช่วยเหลือแบ่งปัน รวมไปถึงการดึงดูด
และความกลัว คือ การป้องกันตัวเอง ความเศร้าโศก การผลักไส ความตึงเครียด อิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว ความเจ็บปวด
ดังนั้นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งจะพยายามเลี่ยงภาวะจากความกลัว ก่อนจะเลือกภาวะแห่งความรักเสมอ เช่น มนุษย์เลือกที่จะเลี่ยงความรู้สึกเจ็บปวดก่อน แม้จะพอมองเห็นแล้วว่า ถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะได้รับความสำเร็จ และความสุข เช่น คนที่ทำเครือข่ายส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่เฉยๆแทนที่จะทำงาน เพราะไม่อยากถูกปฏิเสธ
แล้วเราจะทำการตลาดแบบเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ได้อย่างไร?
จง อย่า พยายามที่จะขายอะไรให้เค้าไงคะ เนื่องจากว่ามนุษย์จะมีระบบป้องกันตัวเอง
ธรรมชาติอีกข้อนึงของมนุษย์คือ ชอบซื้อ คิดดูนะคะ ถ้าวันนี้ คุณได้เงินมาสัก 10 ล้าน ดิฉันว่าสื่งแรกที่คุณจะนึกถึงก็คือ การใช้เงินในการซื้อ ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อกระเป๋า ซื้อคอมใหม่ ซื้อ โทรศัพท์รุ่นล่าสุด (ทั้งๆไอ้ที่มีก็ยังใหม่) ซื้อ ซื้อ ซื้อ อะไรอีกเยอะเลย
ธรมมชาติอีกข้อนึง ข้อสามนะคะ ไม่ชอบง้อ ถามสักนิดนะคะ คุณที่ทำเครือข่าย หรือไม่ได้ทำก็ตามคุณชอบง้อคนไหมคะ แล้วย้อนไปดู ในท่านที่ทำเครือข่ายก่อนนะคะ การที่คุณพยายามโน้มน้าวคน สาธิตสินค้า พยายามปิดการขาย คุณกำลังง้อคนอยู่หรือไม่คะ และคุณสบายใจหรือชอบไหมคะ
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือ คุณกำลังทำการตลาดแบบฝีนธรรมชาติค่ะ ไม่ว่าจากคนที่คุณแนะนำ หรือตัวคุณเอง เพราะคุณกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะขาย โน้มน้าวเต็มที่ แต่คนที่คุณพยายามที่จะขาย ก็กำลังพยายามที่จะเลี่ยงหนีออกไป เพราะไม่อยากถูกขายนั่นเอง
การตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติ คือการทำการตลาดแบบไม่ง้อใคร และคุณเองต้องนำเสนอในสิ่งที่เค้าก็ต้องการอยู่แล้ว หรือสามารถแก้ปัญหาให้เค้าได้ ไม่ใช่ทำการโน้มน้าวให้เค้าเริ่มสนใจ เช่น หากคุณกำลังพยายามขายเนื้อชั้นดี เกรดเอให้กับคนกินมังสวิรัต ไม่ว่าเนื้อของคุณจะมีคุณภาพเยี่ยมยอด ดีมากมายแค่ไหน เค้าก็ไม่ซื้อคุณค่ะ
ดังนั้นหากคุณจะขายเนื้อ คุณก็ต้องกรองคนก่อนว่าเค้าอยู่ในข่ายที่ชอบทาน ถ้าจะให้ดีย่างขึ้นก็ต้องกรองด้วยว่าเค้าชอบกินแบบเนื้อชั้นดี แล้วคุณค่อยไปทำการตลาดกับคนแบบนี้ค่ะ
นั่นคือในการทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาตินั้น คุณต้องทราบกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าคือใคร อย่างที่สองคือสินค้านั้นมีวิธีการที่จะเข้าถึงความต้องการเค้าอย่างไร และอย่างที่สามคือทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่เป้าหมายได้ เมื่อเข้าใจทั้งหมดนี้ ก็เริ่มวางกลยุทธ์ได้เลยค่ะ
อ่านมาถึงตอนนี้แล้วมองออกแล้วนะคะ ว่าเราจะทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติอย่างไร บนพื้นฐานที่ไม่ต้องง้อใครและไม่ทำให้เค้ารู้สึกว่าถูกขาย
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
เป็นต้นว่า ความรักคือ ความยินดี ปรารถนาดี ความสำเร็จ การได้มาของสิ่งที่ปรารถนา ความปิติยินดี ความสุข การช่วยเหลือแบ่งปัน รวมไปถึงการดึงดูด
และความกลัว คือ การป้องกันตัวเอง ความเศร้าโศก การผลักไส ความตึงเครียด อิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว ความเจ็บปวด
ดังนั้นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งจะพยายามเลี่ยงภาวะจากความกลัว ก่อนจะเลือกภาวะแห่งความรักเสมอ เช่น มนุษย์เลือกที่จะเลี่ยงความรู้สึกเจ็บปวดก่อน แม้จะพอมองเห็นแล้วว่า ถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะได้รับความสำเร็จ และความสุข เช่น คนที่ทำเครือข่ายส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่เฉยๆแทนที่จะทำงาน เพราะไม่อยากถูกปฏิเสธ
แล้วเราจะทำการตลาดแบบเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ได้อย่างไร?
จง อย่า พยายามที่จะขายอะไรให้เค้าไงคะ เนื่องจากว่ามนุษย์จะมีระบบป้องกันตัวเอง
ธรรมชาติอีกข้อนึงของมนุษย์คือ ชอบซื้อ คิดดูนะคะ ถ้าวันนี้ คุณได้เงินมาสัก 10 ล้าน ดิฉันว่าสื่งแรกที่คุณจะนึกถึงก็คือ การใช้เงินในการซื้อ ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อกระเป๋า ซื้อคอมใหม่ ซื้อ โทรศัพท์รุ่นล่าสุด (ทั้งๆไอ้ที่มีก็ยังใหม่) ซื้อ ซื้อ ซื้อ อะไรอีกเยอะเลย
ธรมมชาติอีกข้อนึง ข้อสามนะคะ ไม่ชอบง้อ ถามสักนิดนะคะ คุณที่ทำเครือข่าย หรือไม่ได้ทำก็ตามคุณชอบง้อคนไหมคะ แล้วย้อนไปดู ในท่านที่ทำเครือข่ายก่อนนะคะ การที่คุณพยายามโน้มน้าวคน สาธิตสินค้า พยายามปิดการขาย คุณกำลังง้อคนอยู่หรือไม่คะ และคุณสบายใจหรือชอบไหมคะ
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็คือ คุณกำลังทำการตลาดแบบฝีนธรรมชาติค่ะ ไม่ว่าจากคนที่คุณแนะนำ หรือตัวคุณเอง เพราะคุณกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะขาย โน้มน้าวเต็มที่ แต่คนที่คุณพยายามที่จะขาย ก็กำลังพยายามที่จะเลี่ยงหนีออกไป เพราะไม่อยากถูกขายนั่นเอง
การตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติ คือการทำการตลาดแบบไม่ง้อใคร และคุณเองต้องนำเสนอในสิ่งที่เค้าก็ต้องการอยู่แล้ว หรือสามารถแก้ปัญหาให้เค้าได้ ไม่ใช่ทำการโน้มน้าวให้เค้าเริ่มสนใจ เช่น หากคุณกำลังพยายามขายเนื้อชั้นดี เกรดเอให้กับคนกินมังสวิรัต ไม่ว่าเนื้อของคุณจะมีคุณภาพเยี่ยมยอด ดีมากมายแค่ไหน เค้าก็ไม่ซื้อคุณค่ะ
ดังนั้นหากคุณจะขายเนื้อ คุณก็ต้องกรองคนก่อนว่าเค้าอยู่ในข่ายที่ชอบทาน ถ้าจะให้ดีย่างขึ้นก็ต้องกรองด้วยว่าเค้าชอบกินแบบเนื้อชั้นดี แล้วคุณค่อยไปทำการตลาดกับคนแบบนี้ค่ะ
นั่นคือในการทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาตินั้น คุณต้องทราบกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าคือใคร อย่างที่สองคือสินค้านั้นมีวิธีการที่จะเข้าถึงความต้องการเค้าอย่างไร และอย่างที่สามคือทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่เป้าหมายได้ เมื่อเข้าใจทั้งหมดนี้ ก็เริ่มวางกลยุทธ์ได้เลยค่ะ
อ่านมาถึงตอนนี้แล้วมองออกแล้วนะคะ ว่าเราจะทำการตลาดแบบไม่ฝืนธรรมชาติอย่างไร บนพื้นฐานที่ไม่ต้องง้อใครและไม่ทำให้เค้ารู้สึกว่าถูกขาย
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
วันพฤหัสบดี
บทที่ 8 การสร้างรายชื่อผู้ที่สนใจ (ผู้มุ่งหวัง)
จากบทความที่ผ่านมา หากคุณได้ลองเอาไอเดียไปปรับใช้กับธุรกิจ หรือธุรกิจเครือข่ายของคุณ ดิฉันแน่ในเลยค่ะ ว่าคุณได้พบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อย่างแรกคือทัศนคติที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นในการทำงานอย่างแน่นอน และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ “ระบบ” ค่ะ คุณจะต้องสร้างระบบของคุณขึ้นมาด้วย
วันนี้เราจะมาเรียนรู้ การสร้างรายชื่อผู้ที่สนใจ หรือที่เค้าเรียกกันว่า ผู้มุ่งหวัง หรือ Prospect นั่นแหละค่ะ ตามแต่องค์กรณ์คุณจะเรียกก็แล้วกัน วิธีการที่เราจะสร้างนั้นในปัจจุบัน (ย้ำ ปัจจุบัน) เราจะมีวิธีใหนได้บ้าง
1. การโฆษณาตามเวปบอร์ดต่างๆ วิธีนี้มีหลายๆคน หลายๆธุรกิจทำกันเป็นวิธีแรกๆเลยก็ว่าได้ แต่นะคะ จำนวนรายชื่อและคุณภาพของรายชื่อที่เข้ามายังต้องอาศัยหลายๆปัจจัยเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความนิยมของเวปนั้น section ที่ลง แต่ว่า....ตอนนี้ข้อเสียได้เกิดขึ้นแล้วค่ะ เพราะการโฆษณาทำนองนี้ กลายเป็นเหมือนขยะในเวปแทน เหมือน junk mail ใน email เรานั่นเองค่ะ เพราะแค่คุณเห็นคำโปรย คุณก็จะผ่านมันไป เพราะใครก็เริ่มรู้สึกเบื่อและรำคาญ ดูกี่เวปๆก็เจอ บางทีไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่คลิ๊กไปก็เจอ น่ารำคาญมั๊ยล่ะ ยังพอใช้ได้แต่ต้องเปลี่ยนวิธีค่ะ
2. การส่งเมล์หาคนสนใจ ไม่ว่าจะจากโปรแกรมดูดเมล์ที่ซื้อมา หรืออะไรก็ตาม หากไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของเมล์ อันนั้นผิดกฏหมายค่ะ ต้องระวัง เพราะ ถือเป็นการ spam mail มีเรื่องเล่าค่ะ มีคนในสายงานคนนึง เค้าใช้วิธีส่งเมล์นี้ แต่เค้าส่งให้เพื่อนนะคะ ย้ำ เพื่อนค่ะ ทีนี้เพื่อนรำคาญ ส่งเรื่องเข้าไป ผลคือ โดนแบนลิงค์ ต้องสมัครทำธุรกิจใหม่ไปเลยเชียว ระวังค่ะ เพราะกระทั่งเปอร์เซ็นต์การตอบรับเองก็น้อยมากๆ ไม่ถึง แม้ครึ่งเปอร์เซ็นต์เลยค่ะ
3. การ Forwards mail อันนี้ ไม่ใช่ forwards ธุรกิจนะคะ เปลี่ยนเป็นบทความดีๆ หรือความรู้ต่างๆจะดีกว่าค่ะ แล้วให้ link ของคุณพร้อมคำโปรยดีๆอยู่ที่ signature ของ mail คุณแทน
4. การโพสกระทู้ อันนี้คล้ายการทำโฆษณาตามเวปค่ะ แต่ คุณไม่ต้องเสียเงิน วิธีนี้ฟรี ค่ะ ฟรี โดยคุณต้องใช้เวลาในการทำงาน และคุณภาพอาจไม่เท่าการลงโฆษณา
5. การใช้ Google AdWords, Yahoo วิธีนี้จะคุ้มค่ากว่าค่ะ เพราะคุณจะได้คนที่สนใจ คนที่หาอยู่แล้วเข้ามา (เพราะเค้าเป็นคน serach งัยคะ) เค้ามีพื้นฐานความต้องการอยู่แล้ว แต่คุณเองก็ต้องมีความชำนาญ มีความรู้ในการตั้งค่าต่างๆ ใช้ข้อความที่ดึงดูด เพราะวิธีนี้หากลงมือทำโดยขาดความรู้ความชำนาญ ก็จะเสียเงินโดยไม่เกิดผลลัพท์ค่ะ
6. การปั่นเวปของเราให้ติดอันดับต้นๆใน Search Engine วิธีนี้ เมื่อมีคนทำการค้นหา เวปเราจะโชว์ขึ้นมา คล้ายกัยมี่เราโฆษณากับ Google AdWords นั่นแหละค่ะ ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ รายชื่อที่ได้มา เราไม่ได้เสียเงินค่ะ และหากเราติดอันดับต้นๆของการ search หาแล้ว โอกาสที่คนจะหลั่งไหลเข้ามาดูเวปเราก่อนก็จะมีสูงมากค่ะ
7. การโฆษณากับคนที่อยู่ตามห้อง online สาธารณะ เช่น ใน camfrog, msn, skype วิธีนี้ โฆษณาเราจะน่าสนใจมากหากไปเจอคนที่สนใจ ดังนั้น คำโปรยต้องดี แต่ข้อเสียก็มี เพราะหากมีคนไม่พอใจเค้าก็จะใส่กลับมาเหมือนกัน วิธีนี้ใน camfrog ได้ผลสูงทีเดียว
8. การโฆษณากับ youtube : ใน youtube นั้น มีคนเป็นจำนวนมากเข้าไปในเวป แต่มีคนน้อยมากที่ทราบว่าทำการโฆษณาได้
9. การโปรโมทความเป็นมืออาชีพของเราให้เกิดความน่าเชื่อถือใน Social Network ต่างๆ วิธีนี้มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็ต้องใช้เวลาและวิธีการที่ไม่ใช่การโฆษณา มิฉะนั้นแล้วคุณเองจะถูกลบออกไปไม่ต่างจาก Junk Mail เพราะเราเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่โฆษณาสินค้าหรือธุรกิจ
หากคุณทำเครือข่ายอยู่แล้ว ลองเอาคำแนะนำนี้ไปลองทำดูตามความถนัดได้ค่ะ แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นวิธี Attraction Marketing นะคะ แล้วคุณจะทำได้ทุกข้ออย่างรวดเร็ว ภายหลังจากการที่คุณ Brand ตัวเองแล้ว และเมื่อมีคนเข้ามาในระบบของคุณการทำธุรกิจของคุณก็จะลื่นไหลในทันทีค่ะ
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
วันนี้เราจะมาเรียนรู้ การสร้างรายชื่อผู้ที่สนใจ หรือที่เค้าเรียกกันว่า ผู้มุ่งหวัง หรือ Prospect นั่นแหละค่ะ ตามแต่องค์กรณ์คุณจะเรียกก็แล้วกัน วิธีการที่เราจะสร้างนั้นในปัจจุบัน (ย้ำ ปัจจุบัน) เราจะมีวิธีใหนได้บ้าง
1. การโฆษณาตามเวปบอร์ดต่างๆ วิธีนี้มีหลายๆคน หลายๆธุรกิจทำกันเป็นวิธีแรกๆเลยก็ว่าได้ แต่นะคะ จำนวนรายชื่อและคุณภาพของรายชื่อที่เข้ามายังต้องอาศัยหลายๆปัจจัยเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความนิยมของเวปนั้น section ที่ลง แต่ว่า....ตอนนี้ข้อเสียได้เกิดขึ้นแล้วค่ะ เพราะการโฆษณาทำนองนี้ กลายเป็นเหมือนขยะในเวปแทน เหมือน junk mail ใน email เรานั่นเองค่ะ เพราะแค่คุณเห็นคำโปรย คุณก็จะผ่านมันไป เพราะใครก็เริ่มรู้สึกเบื่อและรำคาญ ดูกี่เวปๆก็เจอ บางทีไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่คลิ๊กไปก็เจอ น่ารำคาญมั๊ยล่ะ ยังพอใช้ได้แต่ต้องเปลี่ยนวิธีค่ะ
2. การส่งเมล์หาคนสนใจ ไม่ว่าจะจากโปรแกรมดูดเมล์ที่ซื้อมา หรืออะไรก็ตาม หากไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของเมล์ อันนั้นผิดกฏหมายค่ะ ต้องระวัง เพราะ ถือเป็นการ spam mail มีเรื่องเล่าค่ะ มีคนในสายงานคนนึง เค้าใช้วิธีส่งเมล์นี้ แต่เค้าส่งให้เพื่อนนะคะ ย้ำ เพื่อนค่ะ ทีนี้เพื่อนรำคาญ ส่งเรื่องเข้าไป ผลคือ โดนแบนลิงค์ ต้องสมัครทำธุรกิจใหม่ไปเลยเชียว ระวังค่ะ เพราะกระทั่งเปอร์เซ็นต์การตอบรับเองก็น้อยมากๆ ไม่ถึง แม้ครึ่งเปอร์เซ็นต์เลยค่ะ
3. การ Forwards mail อันนี้ ไม่ใช่ forwards ธุรกิจนะคะ เปลี่ยนเป็นบทความดีๆ หรือความรู้ต่างๆจะดีกว่าค่ะ แล้วให้ link ของคุณพร้อมคำโปรยดีๆอยู่ที่ signature ของ mail คุณแทน
4. การโพสกระทู้ อันนี้คล้ายการทำโฆษณาตามเวปค่ะ แต่ คุณไม่ต้องเสียเงิน วิธีนี้ฟรี ค่ะ ฟรี โดยคุณต้องใช้เวลาในการทำงาน และคุณภาพอาจไม่เท่าการลงโฆษณา
5. การใช้ Google AdWords, Yahoo วิธีนี้จะคุ้มค่ากว่าค่ะ เพราะคุณจะได้คนที่สนใจ คนที่หาอยู่แล้วเข้ามา (เพราะเค้าเป็นคน serach งัยคะ) เค้ามีพื้นฐานความต้องการอยู่แล้ว แต่คุณเองก็ต้องมีความชำนาญ มีความรู้ในการตั้งค่าต่างๆ ใช้ข้อความที่ดึงดูด เพราะวิธีนี้หากลงมือทำโดยขาดความรู้ความชำนาญ ก็จะเสียเงินโดยไม่เกิดผลลัพท์ค่ะ
6. การปั่นเวปของเราให้ติดอันดับต้นๆใน Search Engine วิธีนี้ เมื่อมีคนทำการค้นหา เวปเราจะโชว์ขึ้นมา คล้ายกัยมี่เราโฆษณากับ Google AdWords นั่นแหละค่ะ ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ รายชื่อที่ได้มา เราไม่ได้เสียเงินค่ะ และหากเราติดอันดับต้นๆของการ search หาแล้ว โอกาสที่คนจะหลั่งไหลเข้ามาดูเวปเราก่อนก็จะมีสูงมากค่ะ
7. การโฆษณากับคนที่อยู่ตามห้อง online สาธารณะ เช่น ใน camfrog, msn, skype วิธีนี้ โฆษณาเราจะน่าสนใจมากหากไปเจอคนที่สนใจ ดังนั้น คำโปรยต้องดี แต่ข้อเสียก็มี เพราะหากมีคนไม่พอใจเค้าก็จะใส่กลับมาเหมือนกัน วิธีนี้ใน camfrog ได้ผลสูงทีเดียว
8. การโฆษณากับ youtube : ใน youtube นั้น มีคนเป็นจำนวนมากเข้าไปในเวป แต่มีคนน้อยมากที่ทราบว่าทำการโฆษณาได้
9. การโปรโมทความเป็นมืออาชีพของเราให้เกิดความน่าเชื่อถือใน Social Network ต่างๆ วิธีนี้มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็ต้องใช้เวลาและวิธีการที่ไม่ใช่การโฆษณา มิฉะนั้นแล้วคุณเองจะถูกลบออกไปไม่ต่างจาก Junk Mail เพราะเราเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่โฆษณาสินค้าหรือธุรกิจ
หากคุณทำเครือข่ายอยู่แล้ว ลองเอาคำแนะนำนี้ไปลองทำดูตามความถนัดได้ค่ะ แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นวิธี Attraction Marketing นะคะ แล้วคุณจะทำได้ทุกข้ออย่างรวดเร็ว ภายหลังจากการที่คุณ Brand ตัวเองแล้ว และเมื่อมีคนเข้ามาในระบบของคุณการทำธุรกิจของคุณก็จะลื่นไหลในทันทีค่ะ
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
วันพุธ
บทที่ 6 Email Marketing คืออะไร??
จากบทที่แล้ว คุณได้รับทราบแนวทางคร่าวของการสร้างรายชื่อของคุณเองแล้วนะคะ ทีนี้ หลังจากมีรายชื่อแล้วเราควรจะทำอะไรต่อไปล่ะ
จำโฆษณาประกันชีวิตที่เปรียบคนหาประกันเป็นแมลงสาบได้มั๊ยคะ แมลงสาบตัวนั้นเอาตัวไปคลุกคลีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยความเต็มใจด้วยนะ เพราะทัศนคติที่ดีของแมลงสาบตัวนั้น ซึ่งจะคอยไปช่วยยกของแบกของด้วยความสงสารเด็กงัยคะ นั่นหมายความว่าคุณเองต้องมีทัศนคติ หรือมีวิธีสร้างทัศนคติที่ดีด้วย และนี่คือหัวใจต่อมานะคะ เราเรียกกันว่า “การติดตามผล” ค่ะ
ในอดีต การติดตามผลส่วนใหญ่คือการโทรศัพท์ สวัสดีค่ะ ดิฉันคือ ..... มีทั้งแบบดุๆ เด็ดขาด หรือแบบนิ่มๆโน้มน้าวตามแต่จะถนัด ลองนึกภาพตัวคุณนะคะ ทานข้าวอยู่บ้าง ทำงานอยู่บ้าง อยู่กับเจ้านายบ้าง หรือกำลังจะพาลูกเข้านอนบ้าง คุณรู้สึกอย่างไรกับโทรศัพท์เหล่านั้น... ค่ะ รำคาญ เบื่อ แล้วก็ลืมไปเลยว่าคุณนั่นแหละเป็นคนเคยกรอกข้อมูลเข้าไป คนที่โทรเข้ามา แม้จะมีสคริปต์สุดยอดก็แล้วเถอะค่ะ แต่พอไปทำการโทรติดตามผิดเวลาก็ถูกพาลโกรธ เผลอๆโดนด่าด้วย จริงมั๊ยคะ? และแล้วเราก็สูญเสียรายชื่อที่หามาได้ยากลำบากและมีค่า (ซื้อมาเท่าไหร่ล่ะ) นั้นไป
แล้วถ้าเป็นการติดตามผลแบบพร้อมให้ติดตามล่ะคะ .... ยังงัยล่ะ ... จากหัวข้อเรื่องวันนี้งัยคะ Email Marketing ค่ะ เราเองเป็นคนที่เมื่อว่างจึงเช็คเมล์ที่เข้ามา ถูกต้องมั๊ยคะ นั้นหมายความว่า ระบบ Email Marketing ถูกออกแบบมาให้คนที่พร้อมให้ติดตามผล ถูกติดตามค่ะ!! ถูกที่ ถูกเวลากว่ามั๊ยคะ และมีเปอร์เซ็นต์ต่ำมากค่ะที่จะสูญเสีย เพราะเราจะทำกันแบบถูกวิธีค่ะ เป็นการสานความสัมพันธ์ให้เกิดความคุ้นเคยค่ะ
การติดตามผ่าน Email Marketin เป็นการติดตามที่มีประสิทธิภาพ เราเองไม่ต้องวุ่นวายกับการหาที่หลบซ่อนเจ้านายไปโทรศัพท์ เพราะระบบของ Email Marketing จะถูกส่งออกไปโดยอัตโนมัติค่ะ และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เค้าเหล่านั้นจะเป็นผู้ติดต่อคุณเข้ามาเอง ไม่ว่าจะโทรเข้ามา หรือส่ง Email มาสอบถามเพิ่มเติมค่ะ
ง่ายกว่าไหมคะ? ช่วยได้มากเลยด้วยสำหรับคุณที่เป็นมือใหม่ เอาเวลาไป Promote ตัวคุณอย่างเดียว ที่เหลือให้ระบบ Email Marketing ติดตามค่ะ และคุณยังสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมในแบบที่ระบบที่คุณสร้างไว้ให้กับเค้าได้เลยเช่นกัน เช่น ดิฉันจะส่ง Blog นี้ให้คุณอ่านค่ะ ถ้าคุณได้รับข้อมูลจากการPromote ของดิฉัน นั่นคือดิฉันกำลัง Brand ตัวเองให้คุณรู้จัก จริงมั๊ยคะ
และยังสามารถทำให้ผู้ที่บังเอิญเพียงสงสัยว่าสิ่งที่คุณ Promote อยู่ในเวป (หรือในทุกวิธีที่คุณสร้างรายชื่อ) คืออะไร เค้าก็จะถูกติดตามผลไปโดยอัตโนมัติค่ะ ลองนึกภาพนี้นะคะ คุณกำลังเบื่อๆ งานเสร็จแล้ว หรืออยากพักสายตา พักสมอง คุณผ่านเข้าไปที่เวปบอร์ด คุณคลิ๊กเข้าไปอ่านเวปที่ดิฉัน Promote ไว้ คุณกรอกข้อมูลและกำลังอ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ มีเหตุต้องทิ้งหน้าจอ เพราะมีกิจอื่นต้องไปทำ คุณปิดเครื่อง.... แล้วถ้าคุณยังอยากรู้ต่อ แต่ไม่ได้จดลิงค์ดิฉันไว้ ... จบกัน...ใช่มั๊ยคะ
แต่ไม่หรอกค่ะ ด้วยระบบที่ Email Marketing ที่ใช้อยู่ รุ่งขึ้นจะมีเมล์จากดิฉันไปทักทายคุณค่ะ!! เป็นการสร้างสัมพันธ์แบบต่อเนื่องเหมือนแมลงสาบตัวนั้นงัยคะ
แต่ระบบ Email Marketing ก็ยังเป็นเพียงการติดตามผลนะคะ หัวใจหลักก็จะยังเป็นคุณค่ะ คุณที่ Brand ตัวเองไว้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะนั่นเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในตัวคุณต่ะ เป็นการความสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นก่อน ก้อแหม... จะมาทำธุรกิจด้วย ต้องใช้อีกหลายปัจจัยนะคะ
แล้วหน้าที่ต่อไปของคุณ ซึ่งเคยรู้สึกว่ายากมากๆในอดีตคือการปิดการขายและรับสมัครคน จะเปลี่ยนไปทันที เพราะด้วยหลักการตลาดแบบดึงดูดนี้ คุณได้ดึงดูดเค้าเหล่านั้นมามากกว่าครึ่งแล้วค่ะ หน้าที่คุณไม่ใช้การโน้มน้าวอย่างที่เคยบอกไว้ จำได้มั๊ยคะ แต่หน้าที่คุณคือการเลือกคนที่ใช่ค่ะ
ใครคือคนที่ใช่ คนที่จริงจังและพร้อมเรียนรู้ในทันทีค่ะ หากคุณดูแล้วว่าเค้ายังไม่จริงจัง ก็ปฏิเสธในการเข้าร่วมกับเราไปได้เลยค่ะ เพราะจะเป็นการเสียเวลาเปล่ากับคนที่ไม่จริงจัง และขอให้สอนการตลาดแบบเดียวกันนี้ให้กับคนที่มาเข้าร่วมกับคุณนะคะ การรับคนเข้ามาให้เยอะๆๆๆๆ ก่อน แล้วสอนงาน เหนื่อยค่ะ เค้าเองก็คาดหวังรายได้ แต่เค้าไม่ทำ เอาแต่พร่ำบ่น เครียดมั๊ยล่ะคะ
เห็นหรือยังค่ะ คุณเปลี่ยนจากผู้ไล่ล่าเป็นผู้ที่ถูกคนตามล่าแล้วค่ะ น่าตื่นเต้นกว่ามั๊ยคะ
บทต่อไปเราจะมาเรียนรู้ การ Brand ตัวเองกันค่ะ ว่าการ Promote ความเป็นมืออาชีพให้คนเชื่อมั่นในตัวเราทำอย่างไรค่ะ
ดูตัวอย่างระบบบางส่วนได้ที่นี่ค่ะ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com ค่ะ
จำโฆษณาประกันชีวิตที่เปรียบคนหาประกันเป็นแมลงสาบได้มั๊ยคะ แมลงสาบตัวนั้นเอาตัวไปคลุกคลีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยความเต็มใจด้วยนะ เพราะทัศนคติที่ดีของแมลงสาบตัวนั้น ซึ่งจะคอยไปช่วยยกของแบกของด้วยความสงสารเด็กงัยคะ นั่นหมายความว่าคุณเองต้องมีทัศนคติ หรือมีวิธีสร้างทัศนคติที่ดีด้วย และนี่คือหัวใจต่อมานะคะ เราเรียกกันว่า “การติดตามผล” ค่ะ
ในอดีต การติดตามผลส่วนใหญ่คือการโทรศัพท์ สวัสดีค่ะ ดิฉันคือ ..... มีทั้งแบบดุๆ เด็ดขาด หรือแบบนิ่มๆโน้มน้าวตามแต่จะถนัด ลองนึกภาพตัวคุณนะคะ ทานข้าวอยู่บ้าง ทำงานอยู่บ้าง อยู่กับเจ้านายบ้าง หรือกำลังจะพาลูกเข้านอนบ้าง คุณรู้สึกอย่างไรกับโทรศัพท์เหล่านั้น... ค่ะ รำคาญ เบื่อ แล้วก็ลืมไปเลยว่าคุณนั่นแหละเป็นคนเคยกรอกข้อมูลเข้าไป คนที่โทรเข้ามา แม้จะมีสคริปต์สุดยอดก็แล้วเถอะค่ะ แต่พอไปทำการโทรติดตามผิดเวลาก็ถูกพาลโกรธ เผลอๆโดนด่าด้วย จริงมั๊ยคะ? และแล้วเราก็สูญเสียรายชื่อที่หามาได้ยากลำบากและมีค่า (ซื้อมาเท่าไหร่ล่ะ) นั้นไป
แล้วถ้าเป็นการติดตามผลแบบพร้อมให้ติดตามล่ะคะ .... ยังงัยล่ะ ... จากหัวข้อเรื่องวันนี้งัยคะ Email Marketing ค่ะ เราเองเป็นคนที่เมื่อว่างจึงเช็คเมล์ที่เข้ามา ถูกต้องมั๊ยคะ นั้นหมายความว่า ระบบ Email Marketing ถูกออกแบบมาให้คนที่พร้อมให้ติดตามผล ถูกติดตามค่ะ!! ถูกที่ ถูกเวลากว่ามั๊ยคะ และมีเปอร์เซ็นต์ต่ำมากค่ะที่จะสูญเสีย เพราะเราจะทำกันแบบถูกวิธีค่ะ เป็นการสานความสัมพันธ์ให้เกิดความคุ้นเคยค่ะ
การติดตามผ่าน Email Marketin เป็นการติดตามที่มีประสิทธิภาพ เราเองไม่ต้องวุ่นวายกับการหาที่หลบซ่อนเจ้านายไปโทรศัพท์ เพราะระบบของ Email Marketing จะถูกส่งออกไปโดยอัตโนมัติค่ะ และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เค้าเหล่านั้นจะเป็นผู้ติดต่อคุณเข้ามาเอง ไม่ว่าจะโทรเข้ามา หรือส่ง Email มาสอบถามเพิ่มเติมค่ะ
ง่ายกว่าไหมคะ? ช่วยได้มากเลยด้วยสำหรับคุณที่เป็นมือใหม่ เอาเวลาไป Promote ตัวคุณอย่างเดียว ที่เหลือให้ระบบ Email Marketing ติดตามค่ะ และคุณยังสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมในแบบที่ระบบที่คุณสร้างไว้ให้กับเค้าได้เลยเช่นกัน เช่น ดิฉันจะส่ง Blog นี้ให้คุณอ่านค่ะ ถ้าคุณได้รับข้อมูลจากการPromote ของดิฉัน นั่นคือดิฉันกำลัง Brand ตัวเองให้คุณรู้จัก จริงมั๊ยคะ
และยังสามารถทำให้ผู้ที่บังเอิญเพียงสงสัยว่าสิ่งที่คุณ Promote อยู่ในเวป (หรือในทุกวิธีที่คุณสร้างรายชื่อ) คืออะไร เค้าก็จะถูกติดตามผลไปโดยอัตโนมัติค่ะ ลองนึกภาพนี้นะคะ คุณกำลังเบื่อๆ งานเสร็จแล้ว หรืออยากพักสายตา พักสมอง คุณผ่านเข้าไปที่เวปบอร์ด คุณคลิ๊กเข้าไปอ่านเวปที่ดิฉัน Promote ไว้ คุณกรอกข้อมูลและกำลังอ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ มีเหตุต้องทิ้งหน้าจอ เพราะมีกิจอื่นต้องไปทำ คุณปิดเครื่อง.... แล้วถ้าคุณยังอยากรู้ต่อ แต่ไม่ได้จดลิงค์ดิฉันไว้ ... จบกัน...ใช่มั๊ยคะ
แต่ไม่หรอกค่ะ ด้วยระบบที่ Email Marketing ที่ใช้อยู่ รุ่งขึ้นจะมีเมล์จากดิฉันไปทักทายคุณค่ะ!! เป็นการสร้างสัมพันธ์แบบต่อเนื่องเหมือนแมลงสาบตัวนั้นงัยคะ
แต่ระบบ Email Marketing ก็ยังเป็นเพียงการติดตามผลนะคะ หัวใจหลักก็จะยังเป็นคุณค่ะ คุณที่ Brand ตัวเองไว้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะนั่นเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในตัวคุณต่ะ เป็นการความสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นก่อน ก้อแหม... จะมาทำธุรกิจด้วย ต้องใช้อีกหลายปัจจัยนะคะ
แล้วหน้าที่ต่อไปของคุณ ซึ่งเคยรู้สึกว่ายากมากๆในอดีตคือการปิดการขายและรับสมัครคน จะเปลี่ยนไปทันที เพราะด้วยหลักการตลาดแบบดึงดูดนี้ คุณได้ดึงดูดเค้าเหล่านั้นมามากกว่าครึ่งแล้วค่ะ หน้าที่คุณไม่ใช้การโน้มน้าวอย่างที่เคยบอกไว้ จำได้มั๊ยคะ แต่หน้าที่คุณคือการเลือกคนที่ใช่ค่ะ
ใครคือคนที่ใช่ คนที่จริงจังและพร้อมเรียนรู้ในทันทีค่ะ หากคุณดูแล้วว่าเค้ายังไม่จริงจัง ก็ปฏิเสธในการเข้าร่วมกับเราไปได้เลยค่ะ เพราะจะเป็นการเสียเวลาเปล่ากับคนที่ไม่จริงจัง และขอให้สอนการตลาดแบบเดียวกันนี้ให้กับคนที่มาเข้าร่วมกับคุณนะคะ การรับคนเข้ามาให้เยอะๆๆๆๆ ก่อน แล้วสอนงาน เหนื่อยค่ะ เค้าเองก็คาดหวังรายได้ แต่เค้าไม่ทำ เอาแต่พร่ำบ่น เครียดมั๊ยล่ะคะ
เห็นหรือยังค่ะ คุณเปลี่ยนจากผู้ไล่ล่าเป็นผู้ที่ถูกคนตามล่าแล้วค่ะ น่าตื่นเต้นกว่ามั๊ยคะ
บทต่อไปเราจะมาเรียนรู้ การ Brand ตัวเองกันค่ะ ว่าการ Promote ความเป็นมืออาชีพให้คนเชื่อมั่นในตัวเราทำอย่างไรค่ะ
ดูตัวอย่างระบบบางส่วนได้ที่นี่ค่ะ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com ค่ะ
วันอังคาร
บทที่ 2 ทำไมเราต้องทำงาน ..งานที่ทำอยู่??
วันนี้มาคุยกันต่อนะคะ หลังจากที่ใช้เวลาดูแลลูกสาวที่ปิดเทอม เตรียมการในวันเปิดเทอมให้เรียบร้อยแล้ว
อย่างที่เกริ่นไว้ว่าทำงานประจำมาเป็นสิบปี แล้วทำไมมาทำเครือข่าย....
คุณๆเคยลองมาคิดมั๊ยคะ งาน หรือสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไมเราทำกันอยู่? คำว่าทำไมนี่ถ้าต้องตอบล่ะก็ เป็นรื่องใหญ่เลยเชียว ย้อนกันไปตอนที่ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ สาเหตุหลักเพราะสอบไม่ติดนั่นแหละค่ะ แล้วพอมาเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ปรากฎว่าปรับตัวไม่ได้ อันนี้คือตัวเองนะคะ เคยเรียนโรงเรียนแบบสาธิตมา เรียนมา 12 ปี โรงเรียนเดียวนี่แหละ เหมือนมีโลกอีกใบ มีความสุขนะคะ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ มีรักกันบ้างทะเลาะกันบ้างตามช่วงวัยนั่นแหละ เป็นบ้านที่สองเลยเชียว
ทีนี้โลกเปลี่ยนไป กว้างขึ้น คนเยอะขึ้น ไม่คุ้นกันเลย ระเบียบ การเรียน แตกต่าง มันงงจนในที่สุดหันมาอ่านข้อสอบเก่าๆเอาแล้วไปสอบ จนกระทั่งดูท่าไม่ดีละ ประกอบกับมีโอกาสจึงไปเรียนต่างประเทศ ทีนี้เรียนอะไรล่ะ เริ่มที่ภาษาก่อน แล้วด้วยความที่ต้องเรียนให้ต่อเนื่อง ก็เลือกที่ง่ายที่สุด (สำหรับเรา)ก่อน ไปเรียนพวกเลขา บัญชี แล้วพอจบ ก็อยากหาประสพการณ์ เลยทำงานต่ออีกสองปี ทีนี้ได้ภาษาและโลกทัศน์จริงๆ เพราะประเทศที่ไปมีหลากเชื้อชาติ
การกลับมาบ้านเกิดหลังจากนั้น การทำงานเริ่มขึ้นที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร โชคดีที่พี่ที่ต่างประเทศคงดูออกว่ามันคงงง เริ่มต้นไม่ถูกแน่ๆ เลยฝากของมาให้ผู้ใหญ่ที่รู้จักซึ่งทำงานโรงแรม นั่นแหละค่ะการทำงานแรกจึงเริ่มขึ้น ทำไมต้องโรงแรม เพราะเป็นสถานที่ๆต้องใช้ภาษาแน่นอน ไม่ว่าคุณจะงงๆมาอย่างไร คุณต้องได้สื่อสารแน่ๆ การทำงานจึงเริ่มต้นจากนั้น โดยมีคำตอบว่า นี่แหละ เริ่มง่ายสุด พูดได้ ฟังออก เรียนระบบ ทำตามขั้นตอน มีปัญหาก้อส่งให้หัวหน้างานจัดการ เรียบร้อย กลับบ้าน ทำงานแบบมีหัวหน้าแก้ปัญหาให้โดยตลอดจนชำนาญ พอมีโอกาสยื่นมาให้เป็นหัวหน้าแผนก ก้ออาศัยความรู้ที่ซึมซับเข้ามา apply เข้าไปเป็นหัวหน้าแผนกบ้าง
ผ่านไปเป็นสิบปีเชียว เคยหลุดไปนอกวงจรไปทำบริษัทนำเข้าเสื้อผ้าไฮโซ ค่ะ ไฮโซไป แค่ 9 เดือน กลับมาทำงานโรงแรมดีกว่า
ทีนี้อ่านมาจนมาถึงบรรทัดนี้ รู้มั๊ยคะว่าทำไมเราทำ(งาน)ที่ทำๆกันอยู่ ...ตอบแบบง่ายๆ ก็ง่ายๆแหละค่ะ มันง่าย ที่ง่ายก็เพราะเราถนัด ความถนัดเกิดขึ้นตั้งแต่เราทำงานแรกแล้ว....มันใช่ เราเลยทำมันมาตลอดพร้อมการเรียนรู้ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น จริงมั๊ยคะ....
อย่างที่เกริ่นไว้ว่าทำงานประจำมาเป็นสิบปี แล้วทำไมมาทำเครือข่าย....
คุณๆเคยลองมาคิดมั๊ยคะ งาน หรือสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำไมเราทำกันอยู่? คำว่าทำไมนี่ถ้าต้องตอบล่ะก็ เป็นรื่องใหญ่เลยเชียว ย้อนกันไปตอนที่ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ สาเหตุหลักเพราะสอบไม่ติดนั่นแหละค่ะ แล้วพอมาเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ปรากฎว่าปรับตัวไม่ได้ อันนี้คือตัวเองนะคะ เคยเรียนโรงเรียนแบบสาธิตมา เรียนมา 12 ปี โรงเรียนเดียวนี่แหละ เหมือนมีโลกอีกใบ มีความสุขนะคะ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ มีรักกันบ้างทะเลาะกันบ้างตามช่วงวัยนั่นแหละ เป็นบ้านที่สองเลยเชียว
ทีนี้โลกเปลี่ยนไป กว้างขึ้น คนเยอะขึ้น ไม่คุ้นกันเลย ระเบียบ การเรียน แตกต่าง มันงงจนในที่สุดหันมาอ่านข้อสอบเก่าๆเอาแล้วไปสอบ จนกระทั่งดูท่าไม่ดีละ ประกอบกับมีโอกาสจึงไปเรียนต่างประเทศ ทีนี้เรียนอะไรล่ะ เริ่มที่ภาษาก่อน แล้วด้วยความที่ต้องเรียนให้ต่อเนื่อง ก็เลือกที่ง่ายที่สุด (สำหรับเรา)ก่อน ไปเรียนพวกเลขา บัญชี แล้วพอจบ ก็อยากหาประสพการณ์ เลยทำงานต่ออีกสองปี ทีนี้ได้ภาษาและโลกทัศน์จริงๆ เพราะประเทศที่ไปมีหลากเชื้อชาติ
การกลับมาบ้านเกิดหลังจากนั้น การทำงานเริ่มขึ้นที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร โชคดีที่พี่ที่ต่างประเทศคงดูออกว่ามันคงงง เริ่มต้นไม่ถูกแน่ๆ เลยฝากของมาให้ผู้ใหญ่ที่รู้จักซึ่งทำงานโรงแรม นั่นแหละค่ะการทำงานแรกจึงเริ่มขึ้น ทำไมต้องโรงแรม เพราะเป็นสถานที่ๆต้องใช้ภาษาแน่นอน ไม่ว่าคุณจะงงๆมาอย่างไร คุณต้องได้สื่อสารแน่ๆ การทำงานจึงเริ่มต้นจากนั้น โดยมีคำตอบว่า นี่แหละ เริ่มง่ายสุด พูดได้ ฟังออก เรียนระบบ ทำตามขั้นตอน มีปัญหาก้อส่งให้หัวหน้างานจัดการ เรียบร้อย กลับบ้าน ทำงานแบบมีหัวหน้าแก้ปัญหาให้โดยตลอดจนชำนาญ พอมีโอกาสยื่นมาให้เป็นหัวหน้าแผนก ก้ออาศัยความรู้ที่ซึมซับเข้ามา apply เข้าไปเป็นหัวหน้าแผนกบ้าง
ผ่านไปเป็นสิบปีเชียว เคยหลุดไปนอกวงจรไปทำบริษัทนำเข้าเสื้อผ้าไฮโซ ค่ะ ไฮโซไป แค่ 9 เดือน กลับมาทำงานโรงแรมดีกว่า
ทีนี้อ่านมาจนมาถึงบรรทัดนี้ รู้มั๊ยคะว่าทำไมเราทำ(งาน)ที่ทำๆกันอยู่ ...ตอบแบบง่ายๆ ก็ง่ายๆแหละค่ะ มันง่าย ที่ง่ายก็เพราะเราถนัด ความถนัดเกิดขึ้นตั้งแต่เราทำงานแรกแล้ว....มันใช่ เราเลยทำมันมาตลอดพร้อมการเรียนรู้ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น จริงมั๊ยคะ....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)