มาต่อเรื่องกราฟกันค่ะ
คุณเคยสังเกตไหมคะว่าคนที่มีรายได้ 7 หลักเขาเริ่มธุรกิจเครือข่ายกันตอนไหน..... คำตอบค่ะ แทบจะทั้งหมดก็ตอนบริษัทเปิดตัวหรือกำลังจะเปิดตัวนั่นละค่ะ และนั่นย่อมหมายความว่า ถ้าคุณต้องการรายได้มหาศาลคุณก็ต้องเริ่มก่อนที่ธุรกิจจะถึงจุดที่ 1 ในกราฟ แล้วถ้าคุณไปเริ่มช่วงที่คน 80 % คนเข้ามาละคะ หมายถึงคุณอาจจะยังมีรายได้บ้างหรือไม่ได้บ้างอยู่ที่ความสามารถและความขยัน ทั้งนี้รวมถึงเครื่องมือหรือระบบทำการตลาดที่มาช่วย ช่วงนี้มีการแข่งกันกันเองในเครือข่ายสูงมาก แต่การที่คุณจะมั่งคั่งสร้างมีรายได้ให้ได้ถึง 7 หลักจะยากมาก คุณต้องมีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าชาวบ้านมาก (อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ คุณอาจจะมีนะ) สำหรับคนที่เริ่มผ่านจุดที่ 2 ไปละ เมื่อผ่านจุดนี้ไปการทำธุรกิจสำหรับคนใหม่จะยากมากค่ะ ส่วนมากจะเข้ามาเป็นผู้บริโภค ไม่ค่อยมีรายได้กันเท่าไหร่ บางคนก็มีรายได้บ้างถ้ามีความพยายามมากกว่าแต่ก็ต้องขายๆๆๆๆๆ พูดๆๆๆๆๆๆ แต่โอกาสที่จะร่ำรวยแทบจะไม่มีเลย เคยเจอ upline ที่มีรายได้แตะแสนในธูรกิจนึงตอนทำ แต่โห เค้าทำงานหนักนะคะ หยุดไม่ได้ เค้าบอกว่าได้ แต่เค้าก็หยุดได้แค่พักร้อน ไม่เกินเดือน แล้วก้อต้องมาลุยกับลูกทีมอีก บางท่าน ลูกทีมหายหมด ก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่อีกค่ะ เฮ้อ ทุกวันนี้ก็ยังเห็นเค้าเหนื่อยอยู่เลย แต่หากว่าคุณเป็นยอดมนุษย์จริงๆ หรือคุณสามารถสวนกระแสในความซบเซาได้คุณก็จะทำสำเร็จได้ค่ะ
ก่อนอื่นสิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจคือ ทุกบริษัทเครือข่าย ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว และก็ไม่มีใครบอกว่าบริษัทตัวเองแย่หรอกค่ะ ถ้าจะชวนคนเข้าร่วม
ไฮไลท์ตอนนี้ก็คือ คุณจะต้องรู้ให้ได้นะคะว่า ธุรกิจที่คุณจะเลือกกราฟธุรกิจอยู่ในช่วงไหน ถ้าคุณอยากมีรายได้มหาศาลแบบเร็วกว่า (พยายามหาข้อนี้ให้ได้นะคะ) เพราะการเลือกผิดจุดนั่นคือโอกาสที่เหลือของคุณ บริษัทที่มีคนรายได้ 7 หลักจำนวนมากที่เขาพยายามนำเสนอ หรือบริษัทที่เปิดมายาวนานแล้วในบ้านเรา สองสิ่งนี้ก็กำลังบอกอะไรกับท่านเกี่ยวกับโอกาสร่ำรวย น่าจะพอเข้าใจแล้วนะคะ และที่สำคัญคุณต้องมองไปที่บริษัทด้วยนะคะ ว่าตัวบริษัทเองนั้นมั่นคงแค่ไหน ดูจากองค์ประกอบที่คนที่ชวนคุณบอกมานั่นแหละค่ะ เช่น อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหนเป็นต้น รวมไปถึงแผนการจ่ายเงินอันนี้ต้องดูด้วยว่ามีการเอื้อกันในการเป็น upline และ downline หรือไม่ เพราะบางที่แค่ fast start เค้าก็ปล่อยคุณทันทีหลังสมัครคุณได้ก็มี และที่สำคัญก็คือผลิตภัณฑ์ ***ถามตัวเองก่อนนะคะว่า ผลิตภัณฑ์แบบนี้ ถ้าคุณไม่มีรายได้สักบาท คุณจะซื้อใช้ ซื้อกินไหมคะ ถ้าคำตอบคือไม่ คนอื่นเขาก็คงไม่ต่างจากคุณนั่นแหละค่ะ นั่นหมายถึงว่า ธุรกิจนั้นเมื่อถึงจุดอิ่มตัว หันซ้ายขวา หน้าหลังก็มีคนทำแล้ว จะรับสมัครคนยากขึ้นหรือขายของยากขึ้น และเมื่อทำยาก ถ้าคนใหนไม่มีรายได้ เขาก็จะหยุดรักษายอด เมื่อเขาเห็นว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้จำเป็นกับชีวิต นั่นหมายถึงเครือข่ายที่จะล้มครืนแบบโดมิโน่ แล้วมันก็จะล้มจะถึงโดมิโน่ตัวสุดท้ายละค่ะ จากนั้นก็เริ่มไปนับหนึ่งกันใหม่
หลายคนเข้าใจกราฟนี้แต่เข้าใจไม่หมด**ว่ากราฟนี้มันสื่อถึงผลิตภัณฑ์ด้วย ถ้าคุณต้องการให้ธุรกิจสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน คุณต้องเข้าใจให้ชัดเจน ***ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของไม่จำเป็นกับการดำเนินชีวิต เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่น สุดท้ายเครือข่ายก็จะจบลงเมื่อถึงจุดอิ่มตัว สิ่งที่คุณทุ่มเทก็จะจบไป ทีนี้เข้าใจหรือยังคะว่า ทำไมบางเครือข่ายดังๆก็ยังล้มไป
แล้วข้อดีของการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing จะมาช่วยอะไรได้ไหม ตรงนี้ตอบว่าได้แน่นอนค่ะ เพราะเราทำการตลาดด้วยการแบรนด์ตัวเราเอง ต่างจากที่อื่นที่พากันแบรนด์บริษัทหรือแบรนด์ผู้นำ ผู้คนจะรู้จักคุณในฐานะมืออาชีพที่พวกเขาอยากร่วมทีมด้วย และคุณยังมีระบบฐานข้อมูลของคนที่ต้องการความสำเร็จที่คุณจะให้ข้อมูลอะไรกับเขาก็ได้ คุณมีความสัมพันธ์กับเขาเพราะเขารู้จักคุณในฐานะคนรู้จัก (จากระบบติดตามผลแบบอัตโนมัติ หรือ Email Marketing จำได้มั๊ยคะ) และความเป็นมืออาชีพทางด้านเครือข่าย ซึ่งถ้าธุรกิจมันแย่ที่สุดคือ เครือข่ายล้ม (หากคุณว่าเลือกดีแล้วมันยังเกิดน่ะนะคะ) แต่จากการทำการตลาดแบบดึงดูดของคุณ ถึงเครือข่ายจะล้มหายไปคุณก็ยังสามารถเอาคืนหรือสร้างสายงานได้ใหม่ในระยะเวลาอันรวดเร็วมากกับบริษัทใหม่ๆที่คุณเลือกนั่นเอง เพราะคุณจะมีคนติดสอยห้อยตามคนที่เขามั่นใจด้วยเสมอ อย่างที่เขามั่นใจในตัวคุณนั่นเองค่ะ
แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดหากคุณมีระบบที่ยอดเยี่ยมแล้ว คุณก็ควรเลือกบริษัทที่ยอดเยี่ยม ที่มีทั้งโอกาสที่มั่งคั่ง แผนการตลาดดีเยี่ยม และผลิตภัณฑ์ที่หากคุณถามตัวเองว่า ถ้าคุณไม่มีรายได้สักบาทกับบริษัทนี้ คุณจะยังซื้อกินซื้อใช้ไหม และพิจารณาจากความมั่นคงของบริษัทเช่นกัน
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
ทำความเข้าใจก่อนเสียเงินลงมือทำธุรกิจเครือข่าย ออนไลน์ต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกทำ และเตรียมพร้อมรับมือกับความสำเจ ไม่ใช้ล้มเหลว
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อรวย สอนลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ่อรวย สอนลูก แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์
บทที่ 14 MLM School การคัดเลือกเครือข่ายมาทำงานอย่างไรให้มั่งคั่ง
มาถึงบทที่ 14 แล้วนะคะ ทีนี้หลายคนคงเริ่มเข้าใจการตลาดแบบดึงดูดกันพอสมควรแล้วนะคะ คราวนี้มาดูวิธีในการเลือกเครือข่ายอย่างไรให้ร่ำรวยกันบ้าง สำคัญนะคะเนี่ย เพราะอย่างแย่ที่สุดก้อคือเลือกเครือข่ายยังไงให้ทำแล้วสำเร็จได้บ้าง อ่ะนะไม่ใช่มีแต่เจ๊งกับเจ๊งเหมือนที่เคยเป็นกัน ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยล้มเหลวมาก่อน ไม่ได้ตังค์ จริงๆก้อได้นะคะ แต่บริหารไม่เป็น ประกอบกับการผลีผลามออกจากงานเลยล้มเหลวช่วงนั้น จนตอนนี้ดิฉันเองเพิ่งมาได้เรียนรู้อย่างมากมายจากคนที่ตั้งใจสอน และให้จริงๆ ดิฉันเลยมาหูตาสว่างและคลิ๊กอะไรบางอย่างเมื่อต้นปี 52 นี่เองค่ะ (Upline ที่แสนดีของดิฉันบอกว่า คนที่ประสพความสำเร็จกับเครือข่ายต้องหมายถึงคนที่มีรายได้อย่างน้อย 5 แสนบาทต่อเดือนขึ้นไปค่ะ!!)
วันนี้เรามาดูกันค่ะ ว่าถ้าจะเลือกธุรกิจเครือข่ายเราต้องมองที่อะไรก่อนอะไรหลัง บางคนทำเครือข่ายมาเป็นสิบๆปีก็ยังเลือกเครือข่ายไม่เป็น แล้วก็ยังล้มเหลวอยู่นั่นละทำไม่สำเร็จสักที หรือบางคนทำได้สำเร็จระดับสูงมาก สุดท้ายก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ในไม่กี่ปีเพราะบริษัทและสายงานล้มไป โดยที่ก็ยังไม่เข้าใจการเลือกเครือข่ายอยู่ดี ทำให้ต้องเริ่มต้นทำงานหนักใหม่อีกเรื่อยๆ จากการเลือกเครือข่ายไม่เป็นนั่นเอง นั่นหมายความว่า หากคุณเลือกเครือข่ายไม่เป็นคุณก็อาจจะหมุนวนมาเริ่มนับหนึ่งอยู่เรื่อยๆ จนไม่ได้เกษียณอย่างที่เค้าคุยไว้เสียที หรือท่านอาจจะล้มเหลวตลอดไป!!! (อันนี้น่ากลัวค่ะ ขอบอก)
1. เลือกที่วิธีทำธุรกิจ และวิธีทำการตลาดก่อนเลยค่ะ
2. เมื่อเห็นวิธีทำธุรกิจแล้ว ถ้าอยากมั่งคั่งต้องมองโอกาสเติบโตโดยต้องดูไปที่
-แผนการตลาดเอื้อแค่ไหน
-มองที่ผลิตภัณฑ์ว่าเป็นอย่างไร
-มองที่ความมั่นคงของตัวบริษัทค่ะ
มาขยายความกันค่ะ
ข้อที่ 1 เลือกที่วิธีทำธุรกิจหรือวิธีทำการตลาด ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายคนที่ทำเครือข่ายติดหลุมพรางการล่อหลอกจากการที่เค้านำคนที่มีรายได้จำนวนมหาศาล มายืนเรียงกัน ใช้บรรยากาศของห้องกระตุ้นเร้า ใช้การชักแม่น้ำทั้ง5 ทำให้คล้อยตามและจิตนาการที่ฝันเฟื่องไปกันใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อออกจากห้องประชุมก็ถูกเร่งเร้าให้รีบตัดสินใจสมัครและเริ่มสต๊อกสินค้า แล้วเผลอก็ถูกลอยแพทันที ไม่มีคนสอนงาน ไม่มีคนพาทำงาน สินค้าก็ขายไม่ได้ แนะนำใครก็ไม่สนใจ บางทีพาทำงานบ้างแต่ก็เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เช่น เค้าบอกให้คุณลิสต์รายชื่อคน 100 คนเพื่อโทรไปแนะนำสินค้า หรือไปแนะนำธุรกิจ พร้อมกับคำขู่ว่า “ถ้าไม่รีบโทรหาคนรู้จัก อาจจะมีคนรู้จักไปทำกับคนอื่น หรือซึ้อสินค้ากับคนอื่นนะ” แล้วคุณเองล่ะ ชอบมั๊ยเวลาเพื่อนฝูงที่ไม่เคยโทรติดต่อกันมานาน โทรมาคุยเรื่องขายของกับคุณ เค้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันค่ะ และคุณเองจะทนการถูกปฏิเสธได้มากหรือนานแค่ใหนก่อนหมดไฟและเลิกทำ
ดังนั้นการเลือกวิธีทำการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด สิ่งที่คุณต้องดูก่อนเป็นอย่างแรกเครือข่ายที่คุณจะทำเป็นเครือข่าย เซลล์แมนหรือเครือข่ายผู้บริโภค
เครือข่ายเซลล์แมนก็คือ เครือข่ายที่ต้องมีการขายสินค้าเป็นหลักและใช้การขยายธุรกิจออกไป ข้อดีก็คืออาจจะมีรายได้จากการขายของ ข้อเสียคือ การจะได้รายได้ตามกฎเกณฑ์ของบริษัทต้องมียอดที่สูงมาก นั่นหมายความว่าคุณต้องขายมากนั่นเอง (มาถึงตรงนี้ คุณต้องถามและตอบตัวเองก่อนว่าชอบขายของหรือไม่นะคะ)
แต่สำหรับเครือข่ายผู้บริโภค จะเน้นการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องขายของ ข้อดีก็คือถ้าต้องการรายได้ตามเกณฑ์การรักษายอดจะไม่สูงมาก และถ้าสินค้าเป็นที่ต้องการอยู่แล้วก็อาจจะนำไปขายได้อีกเหมือนกัน ถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบเครือข่ายประเภทไหน
หลังจากนั้นเมื่อเข้าใจประเภทเครือข่ายแล้ว ดูต่อไปว่า คนที่มาแนะนำคุณเขาทำการตลาดอย่างไร ไม่ต้องสนใจสิ่งสวยหรูที่เขามาแนะนำ แม่น้ำทั้ง 5 สายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากเขาก็เหมือนกัน คุณต้องการทำแบบเขาคนนั้นไหม เพราะถ้าคุณมัวแต่หลงกับแผนการจ่ายรายได้ จ่ายเงินเยอะที่สุดในจักรวาล แจกโน่นแจกนี่มากที่สุด มีคนรับรายได้หลักล้านมากที่สุด บริษัทยิ่งใหญ่ที่สุด ผลิตภัณฑ์ขายตัวเองได้ แต่ถ้าคุณสมัครใครร่วมเครือข่ายไม่ได้เลย มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมคะ หรือถ้าหากคุณขายของไม่ออกสักชิ้น และต้องกินเองใช้เองจนหมด คุณจะไม่เจ๊งหรือคะ เพราะถ้าคุณไม่ชอบวิธีทำการตลาดแบบนั้น สุดท้ายคุณก็จะแพ้ความอยากสบายของตัวเอง ไม่เอาแล้ววันนี้ขอนอนดีกว่า ดูทีวีดีกว่า ทำนู่น นี่ นั่นก่อนดีกว่า เพราะคุณกำลังทำการตลาดแบบฝืนธรรมชาติของตัวเอง อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้างัยคะ
และข้อ 2 เมื่อเข้าใจวิธีทำการตลาดแล้วขอย้ำนะคะ ว่าคุณต้องเข้าใจวิธีทำการตลาดก่อนว่าเราต้องการทำแบบนั้นจริงๆเท่านั้นในการทำการตลาดแบบนี้ หลังจากนั้นต้องเข้าใจ กราฟช่วงชีวิตของธุรกิจเครือข่าย ตามรูปที่เห็น ถ้าคุณไม่เข้าใจกราฟนี้อย่าคิดทำเครือข่ายเด็ดขาด ข่าวร้ายสำหรับบ้านเราก็คือ 99.99% ของนักธุรกิจเครือข่ายไม่เข้าใจกราฟนี้หรือเข้าใจก็เข้าใจไม่หมด วันนี้จะขออธิบายให้ฟัง คุณล้างความเข้าใจเก่าของคุณทิ้งไปก่อนนะคะ
มาถึงตรงนี้ ทราบมั๊ยคะ ว่าดิฉันกำลังกำลังจะสื่ออะไร ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วล่ะค่ะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การมองหาธุรกิจดี การทำงานแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing เพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
วันนี้เรามาดูกันค่ะ ว่าถ้าจะเลือกธุรกิจเครือข่ายเราต้องมองที่อะไรก่อนอะไรหลัง บางคนทำเครือข่ายมาเป็นสิบๆปีก็ยังเลือกเครือข่ายไม่เป็น แล้วก็ยังล้มเหลวอยู่นั่นละทำไม่สำเร็จสักที หรือบางคนทำได้สำเร็จระดับสูงมาก สุดท้ายก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ในไม่กี่ปีเพราะบริษัทและสายงานล้มไป โดยที่ก็ยังไม่เข้าใจการเลือกเครือข่ายอยู่ดี ทำให้ต้องเริ่มต้นทำงานหนักใหม่อีกเรื่อยๆ จากการเลือกเครือข่ายไม่เป็นนั่นเอง นั่นหมายความว่า หากคุณเลือกเครือข่ายไม่เป็นคุณก็อาจจะหมุนวนมาเริ่มนับหนึ่งอยู่เรื่อยๆ จนไม่ได้เกษียณอย่างที่เค้าคุยไว้เสียที หรือท่านอาจจะล้มเหลวตลอดไป!!! (อันนี้น่ากลัวค่ะ ขอบอก)
1. เลือกที่วิธีทำธุรกิจ และวิธีทำการตลาดก่อนเลยค่ะ
2. เมื่อเห็นวิธีทำธุรกิจแล้ว ถ้าอยากมั่งคั่งต้องมองโอกาสเติบโตโดยต้องดูไปที่
-แผนการตลาดเอื้อแค่ไหน
-มองที่ผลิตภัณฑ์ว่าเป็นอย่างไร
-มองที่ความมั่นคงของตัวบริษัทค่ะ
มาขยายความกันค่ะ
ข้อที่ 1 เลือกที่วิธีทำธุรกิจหรือวิธีทำการตลาด ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายคนที่ทำเครือข่ายติดหลุมพรางการล่อหลอกจากการที่เค้านำคนที่มีรายได้จำนวนมหาศาล มายืนเรียงกัน ใช้บรรยากาศของห้องกระตุ้นเร้า ใช้การชักแม่น้ำทั้ง5 ทำให้คล้อยตามและจิตนาการที่ฝันเฟื่องไปกันใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อออกจากห้องประชุมก็ถูกเร่งเร้าให้รีบตัดสินใจสมัครและเริ่มสต๊อกสินค้า แล้วเผลอก็ถูกลอยแพทันที ไม่มีคนสอนงาน ไม่มีคนพาทำงาน สินค้าก็ขายไม่ได้ แนะนำใครก็ไม่สนใจ บางทีพาทำงานบ้างแต่ก็เป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เช่น เค้าบอกให้คุณลิสต์รายชื่อคน 100 คนเพื่อโทรไปแนะนำสินค้า หรือไปแนะนำธุรกิจ พร้อมกับคำขู่ว่า “ถ้าไม่รีบโทรหาคนรู้จัก อาจจะมีคนรู้จักไปทำกับคนอื่น หรือซึ้อสินค้ากับคนอื่นนะ” แล้วคุณเองล่ะ ชอบมั๊ยเวลาเพื่อนฝูงที่ไม่เคยโทรติดต่อกันมานาน โทรมาคุยเรื่องขายของกับคุณ เค้าเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันค่ะ และคุณเองจะทนการถูกปฏิเสธได้มากหรือนานแค่ใหนก่อนหมดไฟและเลิกทำ
ดังนั้นการเลือกวิธีทำการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด สิ่งที่คุณต้องดูก่อนเป็นอย่างแรกเครือข่ายที่คุณจะทำเป็นเครือข่าย เซลล์แมนหรือเครือข่ายผู้บริโภค
เครือข่ายเซลล์แมนก็คือ เครือข่ายที่ต้องมีการขายสินค้าเป็นหลักและใช้การขยายธุรกิจออกไป ข้อดีก็คืออาจจะมีรายได้จากการขายของ ข้อเสียคือ การจะได้รายได้ตามกฎเกณฑ์ของบริษัทต้องมียอดที่สูงมาก นั่นหมายความว่าคุณต้องขายมากนั่นเอง (มาถึงตรงนี้ คุณต้องถามและตอบตัวเองก่อนว่าชอบขายของหรือไม่นะคะ)
แต่สำหรับเครือข่ายผู้บริโภค จะเน้นการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องขายของ ข้อดีก็คือถ้าต้องการรายได้ตามเกณฑ์การรักษายอดจะไม่สูงมาก และถ้าสินค้าเป็นที่ต้องการอยู่แล้วก็อาจจะนำไปขายได้อีกเหมือนกัน ถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบเครือข่ายประเภทไหน
หลังจากนั้นเมื่อเข้าใจประเภทเครือข่ายแล้ว ดูต่อไปว่า คนที่มาแนะนำคุณเขาทำการตลาดอย่างไร ไม่ต้องสนใจสิ่งสวยหรูที่เขามาแนะนำ แม่น้ำทั้ง 5 สายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากเขาก็เหมือนกัน คุณต้องการทำแบบเขาคนนั้นไหม เพราะถ้าคุณมัวแต่หลงกับแผนการจ่ายรายได้ จ่ายเงินเยอะที่สุดในจักรวาล แจกโน่นแจกนี่มากที่สุด มีคนรับรายได้หลักล้านมากที่สุด บริษัทยิ่งใหญ่ที่สุด ผลิตภัณฑ์ขายตัวเองได้ แต่ถ้าคุณสมัครใครร่วมเครือข่ายไม่ได้เลย มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมคะ หรือถ้าหากคุณขายของไม่ออกสักชิ้น และต้องกินเองใช้เองจนหมด คุณจะไม่เจ๊งหรือคะ เพราะถ้าคุณไม่ชอบวิธีทำการตลาดแบบนั้น สุดท้ายคุณก็จะแพ้ความอยากสบายของตัวเอง ไม่เอาแล้ววันนี้ขอนอนดีกว่า ดูทีวีดีกว่า ทำนู่น นี่ นั่นก่อนดีกว่า เพราะคุณกำลังทำการตลาดแบบฝืนธรรมชาติของตัวเอง อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วในบทความก่อนหน้างัยคะ
และข้อ 2 เมื่อเข้าใจวิธีทำการตลาดแล้วขอย้ำนะคะ ว่าคุณต้องเข้าใจวิธีทำการตลาดก่อนว่าเราต้องการทำแบบนั้นจริงๆเท่านั้นในการทำการตลาดแบบนี้ หลังจากนั้นต้องเข้าใจ กราฟช่วงชีวิตของธุรกิจเครือข่าย ตามรูปที่เห็น ถ้าคุณไม่เข้าใจกราฟนี้อย่าคิดทำเครือข่ายเด็ดขาด ข่าวร้ายสำหรับบ้านเราก็คือ 99.99% ของนักธุรกิจเครือข่ายไม่เข้าใจกราฟนี้หรือเข้าใจก็เข้าใจไม่หมด วันนี้จะขออธิบายให้ฟัง คุณล้างความเข้าใจเก่าของคุณทิ้งไปก่อนนะคะ
-กราฟบอกอะไรเราบ้าง อย่างนี้นะคะ ในตอนที่ธุรกิจเริ่ม จะมีคนเข้าร่วมยังน้อยคนอยู่ ดังนั้นการเติบโตยังไม่ดีเท่าที่ควร ต้องใช้เวลาในการวอร์มตัวและสร้างผู้นำในธุรกิจเครือข่าย แต่เมื่อผ่านจุดที่ 1 ปรากฎว่ามีคนจำนวนมากเข้ามาร่วมและคนก็หลั่งไหลกันเข้ามาเรื่อยๆ 80% ของคนที่ทำธุรกิจจะเข้าร่วมช่วงนี้ เมื่อผ่านจุดที่ 2 ธุรกิจจะเริ่มเป็นที่รู้จักซึ่งไม่ว่าคุณจะหันซ้ายหันขวา หรือหน้าหลังก็เจอคนที่เขาทำหมดแล้วหรือว่ารู้จักหมดแล้ว และช่วงนี้จะเป็นการรักษาระดับของธุรกิจค่ะ
มาถึงตรงนี้ ทราบมั๊ยคะ ว่าดิฉันกำลังกำลังจะสื่ออะไร ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วล่ะค่ะ
และถ้าคุณสนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมกับ การมองหาธุรกิจดี การทำงานแบบดึงดูด หรือ Attraction Marketing เพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO - MLM School Online
ป้ายกำกับ:
ธุรกิจ,
ธุรกิจขายตรง,
ธุรกิจ MLM,
พ่อรวย สอนลูก,
agel,
amway,
Attraction Marketing
วันศุกร์
บทที่ 11 การคัดเลือกคนเข้าร่วมธุรกิจการตลาดแบบดึงดูด attraction marketing
ทุกๆท่านคงทราบแล้วนะคะว่าหัวใจของการตลาดเครือข่ายแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing นั้นคือ การสร้างความเชื่อมั่นในตัวเรากับคนที่สนใจ เพราะเมื่อคนเห็นความเป็นมืออาชีพของเรา และเขาเห็นว่าเราสามารถพาให้เขาสำเร็จได้ เขาก็อยากจะร่วมกับเรา แต่เมื่อมาถึงตอนนี้หน้าที่ของเราก้อคือ การคัดเลือกว่าใครบ้างที่เราต้องการให้ร่วม!!! ย้ำว่าคัดเลือกนะค่ะ ฟังดูดีกว่าการเที่ยวไปง้องอนหรือควานหาใช่มั๊ยคะ?และเรายังสามารถทำอะไรบางอย่างก่อนคัดเลือกได้อีกก็คือ เราสามารถให้ข้อมูลว่าการทำธุรกิจเครือข่ายให้สำเร็จทำได้อย่างไร เขาควรทำงานอย่างไร และระบบเป็นแบบไหนบ้างที่จะเอื้อให้เขาสามารถทำได้สำเร็จจริงๆ แบบเข้มข้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่เขาต้องการร่วมกับเรา ได้เห็นด้วยว่าหากเขาต้องการเข้าร่วมกับเรา หน้าที่ของเราคือ การเลือกคนที่เราต้องการให้ร่วม
การคัดเลือกคนเข้าร่วมเครือข่ายกับเรานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกคนรักนั่นแหละค่ะ นั่นคือเราอาจจะต้องดูหลายๆคุณสมบัติเช่น เขาตั้งใจแค่ไหนที่จะเข้าร่วม เพราะบางคนแค่แวะเข้ามาดูเพื่อจะได้รู้อะไรบางอย่างที่เราทำอยู่ หรือ บางคนอาจจะแค่อยากจะรู้แต่ไม่ต้องการเข้าร่วมกับเราจริงๆ เขาจะเข้าใจการตลาดแบบที่เราทำได้แค่ไหน เขามั่นใจได้อย่างไรว่าระบบทำงานแบบนี้มันจะเอื้อให้สำเร็จ ทัศนคติเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีทักษะตรงตามที่เราต้องการไหม รวมไปถึงเรื่องความพร้อมด้านการลงทุนส่วนบริบทของเราในการคัดคนหรือสัมภาษณ์ ก้อไม่ต่างอะไรจากการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานในบริษัท (ซึ่งเรามีธุรกิจเป็นบริษัทของเรานั่นเอง) คือเราต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนเลือกเขา ไม่ใช่ให้เขามาเลือกเรา โดยถ้าหากว่าก่อนทำการคัดเลือกคุณคิดว่าสิ่งที่คุยกำลังเป็นลักษณะการโน้มน้าวนั่นคือคุณกำลังพยายามง้อคนที่คุณสัมภาษณ์อยู่ พยายามชักจูงอยู่ เมื่อคนเขามองว่าตัวเขาเองสามารถเลือกหรือไม่เลือกเราก็ได้ เขาจะเป็นคนถือไพ่ที่เหนือกว่าทันที นั่นหมายถึงการล้มเหลวในการสัมภาษณ์อย่างสิ้นเชิง อย่าลืมนะคะ ว่าตอนนี้ การสัมภาษณ์ของเราคือ การคัดคนที่ใช่ เพื่ออนุญาติให้เขาเข้าร่วมธุรกิจกับเราหรือไม่ ถ้าเขาถือไพ่เหนือกว่า นั่นคือคุณไม่มีสิทธิ์คัดคนที่ใช่ หรือคนที่พร้อมจะลงมือทำธุรกิจกับคุณได้เลย
สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคุณๆที่ทำการตลาดแบบดึงดูดคือ คุณต้องแฝงการตลาดแบบปฎิเสธคนในนั้นด้วย หมายถึงหากเขายังลังเลถามว่าแล้วจะได้กำไรเมื่อไหร่ ให้คุณระบุเวลาให้ได้ คนแบบนั้นเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเรารับเขาเข้ามาร่วมธุรกิจกับคุณ เพราะเขายังไม่เข้าใจถึงการทำธุรกิจซึ่งเหมือนกับการเลี้ยงลูกว่า กว่าลูกจะกลับมาเลี้ยงดูเรา เราต้องป้อนข้าวป้อนน้ำและสั่งสอนลูกอย่างไร กว่าลูกจะโตและมาเลี้ยงดูเรา เช่นเดียวกับธุรกิจ หากไม่ลงมือทำอะไร ธุรกิจจะกลับมาคืนกำไรให้ได้อย่างไร และนั่นคุณก็ควรปฎิเสธทันทีอย่าเสียดาย เพราะการรับคนเหล่านี้เข้ามาก็คือ การได้คนที่ไม่ใช่มาร่วมธุรกิจและโอกาสที่จะล้มเหลวสูง แม้ว่าการทำงานจะง่ายเท่าใดก็ตาม และตัวคุณเองก็จะเสียเวลาในการดูแลคนเหล่านี้มากผิดปกติ
หลังจากที่คุณได้ทำการแบรนด์ตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น คุณจะเข้าสู่สถานการณ์การทำงานแบบนี้คือจะมีคนมาขอสัมภาษณ์เพื่อจะเข้าร่วมธุรกิจกับคุณอย่างสม่ำเสมอ ตัวคุณเองเพียงแค่คัดเอาคนที่ใช่ ตัวคุณจะเข้าสู่การทำธุรกิจแบบการตลาดดึงดูดเต็มตัวทันที แต่การที่คุณเองจะทำการตลาดแบบนี้ให้สมบูรณ์แบบ คุณต้องมีระบบการทำการตลาดที่เอื้อจริงๆ และทำให้คนรู้จักคุณในฐานะคนที่จะนำพาให้เขาสำเร็จ และคุณก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเทียบการตลาดดึงดูดว่าเหมือนคนที่หน้าตาดี อาจจะมีคนมาให้คัดเลือกเป็นแฟนเยอะ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าคุณดีแค่หน้าตาแต่นิสัยแย่ คงจะคบกันได้ไม่นาน เหมือนในการทำธุรกิจที่คุณต้องเป็นอย่างที่คุยจริงๆ คุณต้องทำอย่างที่พูดไว้ และต้องมีระบบสนับสนุนการทำงานเหมือนที่คุณบอกเขาจริงๆ
เมื่อคุณตัดสินใจที่จะรับเขาเข้าร่วม คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของคนคือ สิ่งที่คนมองหาอย่างหนึ่งในการพูดคุยคือ เขาจะได้อะไรบ้างเมื่อร่วมกับเรา และเขาจะสูญเสียอะไรถ้าเขาไม่ได้ร่วม ในลักษณะไม่ใช่การชักจูง เป็นรายละเอียดสาระสำคัญที่ต้องเพิ่มเติม ให้กับเขาทราบ และคุณต้องสามารถพูดในสิ่งที่เขาจะสูญเสียหากไม่ได้เข้าร่วมธุรกิจนั้นๆกับคุณได้อย่างชัดเจน
มองเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing มีข้อแตกต่างในการที่จะได้คนที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมทำธุรกิจซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจแบบเดิมๆอย่างสิ้นเชิง นั่นหมายถึงโอกาสคนที่คุณจะได้คนที่อยากเข้าร่วมทำธุรกิจกับคุณสูงมากอาจจะถึง 90% ซึ่งปกติคนทำเครือข่ายทั่วไปสำเร็จแค่ 0.01% และคุณยังจะเลือกเอาเฉพาะคนที่มีคุณภาพได้อีกด้วย การทำการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing จะเป็นมุมมองใหม่ในการทำเครือข่ายในอนาคต เพราะทุกวันนี้คนทำเครือข่ายถูกมองในแง่ลบตลอดเพราะรูปแบบการตลาดเดิมๆที่ต้องไล่ล่าโทรศัพท์และกระหน่ำติดตาม (จิก) บางคนเสียเพื่อน เสียแฟน เสียญาติ เสียคนรู้จัก เขากำลังมองหาการตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องรบกวนใคร และง่ายกว่า นั่นคือโอกาสของคนที่เริ่มการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing แบบถูกวิธี ซึ่งจะประสพความสำเร็จในอนาคตมากกว่าคนทั่วไปทำค่ะ...
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO MLM School
การคัดเลือกคนเข้าร่วมเครือข่ายกับเรานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกคนรักนั่นแหละค่ะ นั่นคือเราอาจจะต้องดูหลายๆคุณสมบัติเช่น เขาตั้งใจแค่ไหนที่จะเข้าร่วม เพราะบางคนแค่แวะเข้ามาดูเพื่อจะได้รู้อะไรบางอย่างที่เราทำอยู่ หรือ บางคนอาจจะแค่อยากจะรู้แต่ไม่ต้องการเข้าร่วมกับเราจริงๆ เขาจะเข้าใจการตลาดแบบที่เราทำได้แค่ไหน เขามั่นใจได้อย่างไรว่าระบบทำงานแบบนี้มันจะเอื้อให้สำเร็จ ทัศนคติเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีทักษะตรงตามที่เราต้องการไหม รวมไปถึงเรื่องความพร้อมด้านการลงทุนส่วนบริบทของเราในการคัดคนหรือสัมภาษณ์ ก้อไม่ต่างอะไรจากการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานในบริษัท (ซึ่งเรามีธุรกิจเป็นบริษัทของเรานั่นเอง) คือเราต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนเลือกเขา ไม่ใช่ให้เขามาเลือกเรา โดยถ้าหากว่าก่อนทำการคัดเลือกคุณคิดว่าสิ่งที่คุยกำลังเป็นลักษณะการโน้มน้าวนั่นคือคุณกำลังพยายามง้อคนที่คุณสัมภาษณ์อยู่ พยายามชักจูงอยู่ เมื่อคนเขามองว่าตัวเขาเองสามารถเลือกหรือไม่เลือกเราก็ได้ เขาจะเป็นคนถือไพ่ที่เหนือกว่าทันที นั่นหมายถึงการล้มเหลวในการสัมภาษณ์อย่างสิ้นเชิง อย่าลืมนะคะ ว่าตอนนี้ การสัมภาษณ์ของเราคือ การคัดคนที่ใช่ เพื่ออนุญาติให้เขาเข้าร่วมธุรกิจกับเราหรือไม่ ถ้าเขาถือไพ่เหนือกว่า นั่นคือคุณไม่มีสิทธิ์คัดคนที่ใช่ หรือคนที่พร้อมจะลงมือทำธุรกิจกับคุณได้เลย
สิ่งที่อยากแนะนำสำหรับคุณๆที่ทำการตลาดแบบดึงดูดคือ คุณต้องแฝงการตลาดแบบปฎิเสธคนในนั้นด้วย หมายถึงหากเขายังลังเลถามว่าแล้วจะได้กำไรเมื่อไหร่ ให้คุณระบุเวลาให้ได้ คนแบบนั้นเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเรารับเขาเข้ามาร่วมธุรกิจกับคุณ เพราะเขายังไม่เข้าใจถึงการทำธุรกิจซึ่งเหมือนกับการเลี้ยงลูกว่า กว่าลูกจะกลับมาเลี้ยงดูเรา เราต้องป้อนข้าวป้อนน้ำและสั่งสอนลูกอย่างไร กว่าลูกจะโตและมาเลี้ยงดูเรา เช่นเดียวกับธุรกิจ หากไม่ลงมือทำอะไร ธุรกิจจะกลับมาคืนกำไรให้ได้อย่างไร และนั่นคุณก็ควรปฎิเสธทันทีอย่าเสียดาย เพราะการรับคนเหล่านี้เข้ามาก็คือ การได้คนที่ไม่ใช่มาร่วมธุรกิจและโอกาสที่จะล้มเหลวสูง แม้ว่าการทำงานจะง่ายเท่าใดก็ตาม และตัวคุณเองก็จะเสียเวลาในการดูแลคนเหล่านี้มากผิดปกติ
หลังจากที่คุณได้ทำการแบรนด์ตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น คุณจะเข้าสู่สถานการณ์การทำงานแบบนี้คือจะมีคนมาขอสัมภาษณ์เพื่อจะเข้าร่วมธุรกิจกับคุณอย่างสม่ำเสมอ ตัวคุณเองเพียงแค่คัดเอาคนที่ใช่ ตัวคุณจะเข้าสู่การทำธุรกิจแบบการตลาดดึงดูดเต็มตัวทันที แต่การที่คุณเองจะทำการตลาดแบบนี้ให้สมบูรณ์แบบ คุณต้องมีระบบการทำการตลาดที่เอื้อจริงๆ และทำให้คนรู้จักคุณในฐานะคนที่จะนำพาให้เขาสำเร็จ และคุณก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเทียบการตลาดดึงดูดว่าเหมือนคนที่หน้าตาดี อาจจะมีคนมาให้คัดเลือกเป็นแฟนเยอะ แต่ถ้าเขารู้สึกว่าคุณดีแค่หน้าตาแต่นิสัยแย่ คงจะคบกันได้ไม่นาน เหมือนในการทำธุรกิจที่คุณต้องเป็นอย่างที่คุยจริงๆ คุณต้องทำอย่างที่พูดไว้ และต้องมีระบบสนับสนุนการทำงานเหมือนที่คุณบอกเขาจริงๆ
เมื่อคุณตัดสินใจที่จะรับเขาเข้าร่วม คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของคนคือ สิ่งที่คนมองหาอย่างหนึ่งในการพูดคุยคือ เขาจะได้อะไรบ้างเมื่อร่วมกับเรา และเขาจะสูญเสียอะไรถ้าเขาไม่ได้ร่วม ในลักษณะไม่ใช่การชักจูง เป็นรายละเอียดสาระสำคัญที่ต้องเพิ่มเติม ให้กับเขาทราบ และคุณต้องสามารถพูดในสิ่งที่เขาจะสูญเสียหากไม่ได้เข้าร่วมธุรกิจนั้นๆกับคุณได้อย่างชัดเจน
มองเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing มีข้อแตกต่างในการที่จะได้คนที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมทำธุรกิจซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจแบบเดิมๆอย่างสิ้นเชิง นั่นหมายถึงโอกาสคนที่คุณจะได้คนที่อยากเข้าร่วมทำธุรกิจกับคุณสูงมากอาจจะถึง 90% ซึ่งปกติคนทำเครือข่ายทั่วไปสำเร็จแค่ 0.01% และคุณยังจะเลือกเอาเฉพาะคนที่มีคุณภาพได้อีกด้วย การทำการตลาดแบบดึงดูดหรือ Attraction Marketing จะเป็นมุมมองใหม่ในการทำเครือข่ายในอนาคต เพราะทุกวันนี้คนทำเครือข่ายถูกมองในแง่ลบตลอดเพราะรูปแบบการตลาดเดิมๆที่ต้องไล่ล่าโทรศัพท์และกระหน่ำติดตาม (จิก) บางคนเสียเพื่อน เสียแฟน เสียญาติ เสียคนรู้จัก เขากำลังมองหาการตลาดรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องรบกวนใคร และง่ายกว่า นั่นคือโอกาสของคนที่เริ่มการตลาดแบบดึงดูด Attraction Marketing แบบถูกวิธี ซึ่งจะประสพความสำเร็จในอนาคตมากกว่าคนทั่วไปทำค่ะ...
สนใจเข้ารับข้อมูลเพิ่มเดิมเพื่อคลายความล้มเหลวในเครือข่ายคุณ กับการตลาดแบบ Attraction Marketing รับข้อมูลทาง ออนไลน์ฟรี โดยสามารถกรอกข้อมูลได้ที่ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com/ ค่ะ
กุสุมา สาตราภัย
CEO MLM School
ป้ายกำกับ:
พ่อรวย สอนลูก,
ยูซาน่า,
Attraction Marketing,
giffarine,
internet,
kyani,
MLM,
unicity,
usana
วันจันทร์
บทที่ 5 มนุษย์แม่เหล็ก!?!
เราก็ได้เรียนรู้กันแล้วว่าข้อดีมากมายในการทำธุรกิจแบบ Attraction Marketing หรือการทำระบบการตลาดแบบดึงดูดในธุรกิจเครือข่ายดีอย่างไรแล้ว สิ่งต่อไปก็คือ วิธีการที่เราจะนำมาใช้อย่างเหมาะสมและให้ได้ผล ทำอย่างไร....
จากบทความก่อนหน้า คุณคงเห็นด้วยแล้วล่ะ ว่า การทำตลาดแบบดึงดูดของเราจะประสพผลเมื่อเราทการโปรโมทการเป็นมืออาชีพของเราด้วย ผลก็คือทำตัวเป็นมนุษย์แม่เหล็กนั่นเอง สร้างตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่รู้จัก แนะนำ วิธีการที่สำเร็จผลโดยวิธีการที่ทำได้จริง จนคนรู้จักเราในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ หรือเป็น Expert เมื่อเราทำสำเร็จ เราก็เปรียบเสมือน มนุษย์แม่เหล็กนั่นเอง แล้วที่นี้เราก็เลือก ว่าจะดึงดูดอะไรในอดีตนั้น การทำธุรกิจเครือข่าย สิ่งแรกที่ Upline คุณบอกให้ทำก็คือ การสร้างรายชื่อผู้มุ่งหวังใช่มั๊ยคะ มาเลยค่ะ เข้าห้องประชุมกัน เอ้า เขียนรายชื่อมาเลย ใครไวสุดรับรางวัลไป เป็น Product นั่นแหละ บ้างก็สมุดโน๊ต (เค้าก็ให้คุณไว้ใส่รายชื่ออีกเหมือนกันค่ะ) ทีนี้ เค้าก็จะบอกคุณว่าเริ่มที่คนรู้จักก่อนนะ นึกง่ายๆว่าหากคุณจะแต่งงานเดือนหน้า คุณจะเชิญใครมางานบ้าง หรือดูในโทรศัพท์คุณได้เลยค่ะแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างคะ เวลาคุณติดต่อเค้าเหล่านั้นไป...
ถ้าปรกติโทรหากันประจำอยู่แล้วก็แล้วไปเถอะ เค้าอาจจะงงๆนิดหน่อยว่าเอ..วันนี้มาแปลก พูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย แต่กับคนที่นานๆ คุณจะโทรไป แถมคุณก็ยังอึกๆอักๆอีก ยิ่งกับคนที่เค้ามีทัศนคติไม่ค่อยดีอยู่แล้วกับเรื่องพวกนี้ ...คุณกำลังจะเสียเค้าไปแล้วค่ะทั้งๆที่คุณรู้สึกว่า เอ..เราก็แค่อยากให้รู้จักสิ่งดีๆที่เรารู้มานี่นาข้อนึงนะคะธุรกิจส่วนใหญ่ที่ให้คุณรีบร้อน list รายชื่อแล้วให้คุณรีบติดต่อนั้น คุณเองทราบทุกเรื่องในสิ่งที่คุณจะเอาไปบอกต่อเค้าหรือยังคะ ...ไม่หรอกค่ะ จริงมั๊ย ต่อให้คุณมี upline ช่วยเหลือ แต่คุณเองต่างหากที่ควรรู้ให้มากที่สุดก่อนเพราะเค้าเป็นคนที่คุณรู้จัก แต่ก็ไม่มีระบบที่คุณจะเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมดได้ในเวลาที่คุณอยากรู้ เลิกงานเย็น กว่าจะป้อนข้าวลูก พาเข้านอน เอ... ก็ว่างพร้อมเรียนตอนหลังสามทุ่มนี่นา.... ไม่ได้ค่ะ! คุณต้องรอให้มีการประชุม พาตัวเองเข้าไป บางครั้งต้องลางาน เปลี่ยนกะ แล้ว จด..จด...จด.. ทีนี้รายชื่อคน 100 คนนั้นกับการรีบร้อนเรียนรู้ รู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็แทบจะกลายเป็น 100 คนแรกที่คุณไล่เค้าออกไปจากชิวิตคุณแทน
เรามาดูวิธีอื่นๆกันค่ะ ใช้เงินโฆษณา ใช้เงินซื้อรายชื่อ ไม่ใช่ถูกๆนะคะ แล้วใช่ว่ารายชื่อเหล่านั้นจะใช้ได้ไปซะทั้งหมด มาที่การ spam mail อันนี้ผิดกฎหมาย ต้องระวังค่ะ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา คุณต้องใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งงบประมาณ เหนื่อยกับการโทรศัพท์ติดตามผลครั้งแล้วครั้งเล่า เวลาหมดไปเรื่อยๆ พร้อมจำนวนเงิน ใหนจะต้องสร้างรายได้ด้วย ไหนจะการประชุมอีกล่ะ เอ....มาถึงบรรทัดนี้ อิสภาพทางด้านเวลาอยู่ตรงใหน หรือเมื่อไหร่จะถึงเวลาคะ
ข่าวดีค่ะ... การสร้างรายชื่อของระบบ Attraction Marketing หมายถึงการที่คุณเป็นมนุษย์แม่เหล็กที่ทำให้รายชื่อของคุณมีความเชื่อมั่นในตัวคุณ แล้วไม่ว่าคุณจะขยับตัวไปทางใหนเขาเหล่านั้นจะตามคุณไปเองค่ะ คุณจะไม่ต้องเสียเวลากับการโฆษณาธุรกิจหลากหลายด้าน เพราะคุณต่างหากที่เค้าควรจะเชื่อมั่น แล้วจึงมองตัวธุรกิจ งานของคุณจึงแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง จากการสร้างรายชื่อผู้ที่สนใจธุรกิจนั้นๆ แต่มาเป็นการสร้างรายชื่อของคนที่ต้องการเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจให้สำเร็จ เพราะหากคุณเพียงสมัครเพื่อให้ได้เขาเข้ามาก่อน คุณจะมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ในการที่เขาเหล่านั้นจะเริ่มต้นทำงานสร้างเครือข่ายไปกับคุณ แต่หากเป็นผู้คนที่คอยติดตามความเป็น Expert ของคุณ เมื่อเขาก้าวเข้ามา นั่นย่อมหมายความว่าเขาเหล่านั้น พร้อมจะเรียนรู้และปฏิบัติจริงไปด้วยค่ะ การสูญเสียคนจึงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมากในการทำงานเชิงปฏิบัติ เพราะการทำงานในเชิงนี้ เราจะคุยกับผู้ที่สนใจ ไต่ถามกันก่อนถึงเหตุผล อะไร ทำไมเค้าจึงอยากก้าวเข้ามา เห็นมั๊ยคะ เรายิ่งหนี เค้ายิ่งตาม ไม่ใช่เล่นตัวค่ะ แต่เราเป็นฝ่ายหาคนที่ใช่ ไม่ใช่ไล่ล่าใคร
อ่านมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกเปลี่ยนมั๊ยคะ? และคนที่เรารับเข้ามา จะเป็นคนที่มีคุณภาพด้วยค่ะ เราพร้อม เค้าพร้อม ไปด้วยกันค่ะ
ครั้งหน้า มาดูกันนะคะว่า เราจะมีวิธีใดที่จะทำให้เขาเหล่านั้นหาเราเจอค่ะ
ดูตัวอย่างระบบบางส่วนได้ที่นี่ค่ะ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com ค่ะ
จากบทความก่อนหน้า คุณคงเห็นด้วยแล้วล่ะ ว่า การทำตลาดแบบดึงดูดของเราจะประสพผลเมื่อเราทการโปรโมทการเป็นมืออาชีพของเราด้วย ผลก็คือทำตัวเป็นมนุษย์แม่เหล็กนั่นเอง สร้างตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่รู้จัก แนะนำ วิธีการที่สำเร็จผลโดยวิธีการที่ทำได้จริง จนคนรู้จักเราในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ หรือเป็น Expert เมื่อเราทำสำเร็จ เราก็เปรียบเสมือน มนุษย์แม่เหล็กนั่นเอง แล้วที่นี้เราก็เลือก ว่าจะดึงดูดอะไรในอดีตนั้น การทำธุรกิจเครือข่าย สิ่งแรกที่ Upline คุณบอกให้ทำก็คือ การสร้างรายชื่อผู้มุ่งหวังใช่มั๊ยคะ มาเลยค่ะ เข้าห้องประชุมกัน เอ้า เขียนรายชื่อมาเลย ใครไวสุดรับรางวัลไป เป็น Product นั่นแหละ บ้างก็สมุดโน๊ต (เค้าก็ให้คุณไว้ใส่รายชื่ออีกเหมือนกันค่ะ) ทีนี้ เค้าก็จะบอกคุณว่าเริ่มที่คนรู้จักก่อนนะ นึกง่ายๆว่าหากคุณจะแต่งงานเดือนหน้า คุณจะเชิญใครมางานบ้าง หรือดูในโทรศัพท์คุณได้เลยค่ะแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างคะ เวลาคุณติดต่อเค้าเหล่านั้นไป...
ถ้าปรกติโทรหากันประจำอยู่แล้วก็แล้วไปเถอะ เค้าอาจจะงงๆนิดหน่อยว่าเอ..วันนี้มาแปลก พูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย แต่กับคนที่นานๆ คุณจะโทรไป แถมคุณก็ยังอึกๆอักๆอีก ยิ่งกับคนที่เค้ามีทัศนคติไม่ค่อยดีอยู่แล้วกับเรื่องพวกนี้ ...คุณกำลังจะเสียเค้าไปแล้วค่ะทั้งๆที่คุณรู้สึกว่า เอ..เราก็แค่อยากให้รู้จักสิ่งดีๆที่เรารู้มานี่นาข้อนึงนะคะธุรกิจส่วนใหญ่ที่ให้คุณรีบร้อน list รายชื่อแล้วให้คุณรีบติดต่อนั้น คุณเองทราบทุกเรื่องในสิ่งที่คุณจะเอาไปบอกต่อเค้าหรือยังคะ ...ไม่หรอกค่ะ จริงมั๊ย ต่อให้คุณมี upline ช่วยเหลือ แต่คุณเองต่างหากที่ควรรู้ให้มากที่สุดก่อนเพราะเค้าเป็นคนที่คุณรู้จัก แต่ก็ไม่มีระบบที่คุณจะเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมดได้ในเวลาที่คุณอยากรู้ เลิกงานเย็น กว่าจะป้อนข้าวลูก พาเข้านอน เอ... ก็ว่างพร้อมเรียนตอนหลังสามทุ่มนี่นา.... ไม่ได้ค่ะ! คุณต้องรอให้มีการประชุม พาตัวเองเข้าไป บางครั้งต้องลางาน เปลี่ยนกะ แล้ว จด..จด...จด.. ทีนี้รายชื่อคน 100 คนนั้นกับการรีบร้อนเรียนรู้ รู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็แทบจะกลายเป็น 100 คนแรกที่คุณไล่เค้าออกไปจากชิวิตคุณแทน
เรามาดูวิธีอื่นๆกันค่ะ ใช้เงินโฆษณา ใช้เงินซื้อรายชื่อ ไม่ใช่ถูกๆนะคะ แล้วใช่ว่ารายชื่อเหล่านั้นจะใช้ได้ไปซะทั้งหมด มาที่การ spam mail อันนี้ผิดกฎหมาย ต้องระวังค่ะ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา คุณต้องใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งงบประมาณ เหนื่อยกับการโทรศัพท์ติดตามผลครั้งแล้วครั้งเล่า เวลาหมดไปเรื่อยๆ พร้อมจำนวนเงิน ใหนจะต้องสร้างรายได้ด้วย ไหนจะการประชุมอีกล่ะ เอ....มาถึงบรรทัดนี้ อิสภาพทางด้านเวลาอยู่ตรงใหน หรือเมื่อไหร่จะถึงเวลาคะ
ข่าวดีค่ะ... การสร้างรายชื่อของระบบ Attraction Marketing หมายถึงการที่คุณเป็นมนุษย์แม่เหล็กที่ทำให้รายชื่อของคุณมีความเชื่อมั่นในตัวคุณ แล้วไม่ว่าคุณจะขยับตัวไปทางใหนเขาเหล่านั้นจะตามคุณไปเองค่ะ คุณจะไม่ต้องเสียเวลากับการโฆษณาธุรกิจหลากหลายด้าน เพราะคุณต่างหากที่เค้าควรจะเชื่อมั่น แล้วจึงมองตัวธุรกิจ งานของคุณจึงแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง จากการสร้างรายชื่อผู้ที่สนใจธุรกิจนั้นๆ แต่มาเป็นการสร้างรายชื่อของคนที่ต้องการเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจให้สำเร็จ เพราะหากคุณเพียงสมัครเพื่อให้ได้เขาเข้ามาก่อน คุณจะมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ในการที่เขาเหล่านั้นจะเริ่มต้นทำงานสร้างเครือข่ายไปกับคุณ แต่หากเป็นผู้คนที่คอยติดตามความเป็น Expert ของคุณ เมื่อเขาก้าวเข้ามา นั่นย่อมหมายความว่าเขาเหล่านั้น พร้อมจะเรียนรู้และปฏิบัติจริงไปด้วยค่ะ การสูญเสียคนจึงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมากในการทำงานเชิงปฏิบัติ เพราะการทำงานในเชิงนี้ เราจะคุยกับผู้ที่สนใจ ไต่ถามกันก่อนถึงเหตุผล อะไร ทำไมเค้าจึงอยากก้าวเข้ามา เห็นมั๊ยคะ เรายิ่งหนี เค้ายิ่งตาม ไม่ใช่เล่นตัวค่ะ แต่เราเป็นฝ่ายหาคนที่ใช่ ไม่ใช่ไล่ล่าใคร
อ่านมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกเปลี่ยนมั๊ยคะ? และคนที่เรารับเข้ามา จะเป็นคนที่มีคุณภาพด้วยค่ะ เราพร้อม เค้าพร้อม ไปด้วยกันค่ะ
ครั้งหน้า มาดูกันนะคะว่า เราจะมีวิธีใดที่จะทำให้เขาเหล่านั้นหาเราเจอค่ะ
ดูตัวอย่างระบบบางส่วนได้ที่นี่ค่ะ http://stop-failure-mlm.com/ หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://kusumamlmexpert.com ค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)